ปิดฉากเวิลด์คัพ 2026 สเปน แชมป์โลกสมัยที่ 2 เมืองแห่งมรดกโลก
ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ
เท่ากับสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแรกที่คว้าแชมป์ยูโรต่อด้วยฟุตบอลโลกได้ถึง 2 ครั้ง (ยูโร 2008-บอลโลก 2010 และยูโร 2024-บอลโลก 2026)
ล่าสุด เมื่อเช้ามืดวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชนะทีมฟ้าขาวด้วยสกอร์ 1 : 0 ประตู ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลก หลังใช้ระบบทีมเวิร์กพิชิตคู่แข่งที่มีแต้มต่อสูสีในนัดชิงชนะเลิศ
เป็นการซิวแชมป์โลก และปิดฉากเวิลด์คัพ 2026 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
พร้อมกับปิดตำนาน ลิโอเนล อันเดรส เมสซี่ นักเตะแข้งทองชาวอาร์เจนตินา ที่แฟนคลับทั่วโลกต่างน้ำตารื้นแทนเขา
ผลงานในทัวร์นาเมนต์นี้ถือว่าทีมกระทิงทำได้ดี ไร้ที่ติ เพราะไม่แพ้ใครตลอดการแข่งขัน (ชนะ 7 เสมอ 1) ยิงไป 14 ประตู เสียแค่ประตูเดียวเท่านั้น

สเปนนับเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ที่เสียประตูน้อยกว่า 2 ลูก แล้วคว้าแชมป์โลกได้ ซึ่งไม่เคยมีชาติไหนที่เสียประตูน้อยที่สุดแล้วได้แชมป์โลก
ทั้งเป็นชาติแรกในยุโรปที่ได้แชมป์บนแผ่นดินอเมริกาด้วย
การสร้างสถิติโลกใหม่ด้วยการไม่แพ้ใครติดต่อกัน 38 นัด (ในเวลา 90 นาทีหรือช่วงต่อเวลาพิเศษ) แซงหน้าสถิติเดิมของอิตาลีที่ทำไว้ 37 เกม
ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ “ทีมกระทิง” คว้าแชมป์รายการเมเจอร์ (ฟุตบอลโลก/ยูโร) เป็นสมัยที่ 6 จากการเข้าชิงทั้งหมด 7 ครั้ง ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในทีมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างแท้จริง
ที่สำคัญ “สเปน” เป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีแหล่งมรดกโลกมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ที่ได้รับการรับรองจากองค์การ UNESCO
เมืองสำคัญที่ถูกยกย่องเป็น “เมืองมรดกโลก” จะโดดเด่นด้วยประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมที่ผสมผสาน
เมืองยอดนิยมในสเปน อาทิ โทเลโด (Toledo) เมืองหลวงเก่าที่เต็มไปด้วยมรดกทางศาสนาและประวัติศาสตร์ทั้งชาวคริสต์ มุสลิม และยิว อยู่ห่างจากกรุงมาดริดเพียง 1 ชั่วโมง โดยรถไฟเซโกเวีย (Segovia) ที่มีสะพานส่งน้ำโรมันโบราณ (Roman Aqueduct) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 และปราสาทอัลกาซาร์, กอร์โดบา อดีตเมืองหลวงของชาวมุสลิมในสเปน อันเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงาม เป็นต้น
สำหรับซากราดาฟามิเลีย (Templo Expiatorio de la Sagrada Familia) ถือเป็นสถาปัตยกรรมประจำเมืองบาร์เซโลนา แห่งแคว้นกาตาลุญญา ที่ออกแบบโดยอันตอนี เกาดี สถาปนิกชาวกาตาลา ผลงานในแนวมูดาร์นิซมา ซึ่งเป็นงานศิลปะเฉพาะถิ่นและเป็นนวศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกาตาลุญญา
นับเป็นงานที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดถึง 144 ปี เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 มีหอคอยทั้งหมด 18 หอคอย สถาปนิกผู้ออกแบบถูกฝังไว้ในซากราดาฟามิเลียด้วย
แม้เกาดีจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผู้ร่วมงานและผู้ศรัทธาในผลงานของเขายังคงสานต่อโครงการ โดยอาศัยรูปถ่าย ภาพร่าง และแบบจำลองที่เกาดีทำไว้ มาปี พ.ศ. 2479 โครงการต้องหยุดชะงักเพราะสงครามกลางเมืองในสเปน ห้องใต้ดินและแบบจำลองถูกเผาทำลาย
เมื่อสิ้นสุดสงครามทีมงานก็กลับมาทำงานกันต่อ โดยอาศัยภาพร่าง ภาพถ่าย และแบบจำลองอื่น ๆ ที่รอดจากการถูกทำลาย โดยได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ออกแบบ อย่างไรก็ตามถึงจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้
ลักษณะเด่นของอาคารแห่งนี้ คือมีสีที่ตัดกันของหินด้านหน้า-ด้านหลัง และรูปแบบการก่อสร้างที่แตกต่าง ระหว่างแบบเก่าและแบบที่สร้างขึ้นใหม่ในปัจจุบัน

ซากราดาแฟมิเลียจึงเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่คนทั่วโลกรู้จัก และมีคนเข้าชมมากที่สุดในโลก ด้วยสถิติในฐานะโบสถ์ที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุด
จากจุดเริ่มต้นในปี 1882 โดย ฟรานซิสโก เดล บียาร์ (Francisco de Paula del Villar) เดิมทีเป็นสถาปัตยกรรมนีโอโกธิก มีหน้าต่างทรงโค้ง เสาค้ำแบบโค้ง หอระฆังทรงแหลม
ต่อมาในปี 1883 อันตอนี เกาดี นักออกแบบสถาปัตยกรรมชื่อดังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ออกแบบหลัก เขาได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดของโบสถ์ให้กลายเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อน เพื่อให้กลายเป็นคอนเซ็ปต์ “โบสถ์แห่งอนาคต”
โครงการนี้ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ต้องอาศัยการบริจาคจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นหลัก
ขณะที่โครงการและแบบมีความซับซ้อน ทำให้เป็นมหาวิหารที่มีรายละเอียดและใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ล้ำสมัยในยุคนั้น
และสถานการณ์โควิด -19 ทำให้การก่อสร้างหยุดชะงักไปอีก 2 ปีกว่า ๆ ทุกอย่างเลยล่าช้า
แต่วันนี้ สถาปัตยกรรมโกธิกสุดขลังกำลังกลับมาแล้ว
กลับมาพร้อมกับทีมชาตินักฟุตบอลที่สร้างชื่อให้ “สเปน” ดังขึ้นไปอีก
ด้วยการคว้าแชมป์บอลโลกสมัยที่ 2 อย่างน่าประทับใจ