ผู้เชี่ยวชาญเตือน ตลาดแอปเรียกรถเสี่ยงผูกขาด ชี้สงครามราคาอาจกระทบทั้งผู้โดยสาร-คนขับ
กรุงเทพฯ, 24 กรกฎาคม 2569 — ตลาดบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) ของประเทศไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องและกำลังเข้าสู่ระยะที่เริ่มอิ่มตัว จากการประเมินของ Statista ที่อ้างอิงโดยประชาชาติธุรกิจ มูลค่าตลาดในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 1.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 45,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 ณ เดือนมิถุนายน 2569 จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคม (MOT) ประเทศไทยมีแพลตฟอร์มเรียกรถที่ได้รับใบอนุญาตทั้งหมด 7 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Grab, inDrive, LINE MAN, Maxim, Lalamove, TADA และ Fingogo โดย Bolt อยู่ระหว่างการต่ออายุใบอนุญาต
แม้ปัจจุบันตลาดบริการเรียกรถจะยังมีผู้ประกอบการหลายราย แต่หนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมคือความเสี่ยงจากการกระจุกตัว หรือการผูกขาดของตลาด หากบริษัทใดบริษัทหนึ่งมีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจมีอำนาจต่อรองในการกำหนดค่าโดยสาร อัตราค่าคอมมิชชัน เงื่อนไขการทำงานของผู้ขับขี่ และเงื่อนไขการเข้าถึงแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น เมื่อแรงกดดันจากการแข่งขันลดลง กลไกตลาดก็อาจมีบทบาทในการถ่วงดุลการตัดสินใจดังกล่าวน้อยลง
อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวิจัย ISSIE นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการ Fairwork Thailand (ร่วมกับ Oxford Internet Institute) ซึ่งศึกษาประเด็นเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและตลาดบริการเรียกรถ (Ride-hailing) ในประเทศไทยมานานกว่า 8 ปี ทั้งด้านสภาพการทำงานของผู้ขับขี่ โครงสร้างตลาด และความท้าทายด้านการกำกับดูแล กล่าวว่า “การผูกขาดมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของทั้งอุตสาหกรรม หากตลาดอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย การแข่งขันที่แท้จริงก็จะลดลง และท้ายที่สุดคนขับ ผู้โดยสาร และตลาดโดยรวมอาจได้รับผลกระทบ”
การผูกขาด: ภัยคุกคามต่อผู้โดยสารและผู้ขับขี่
สำหรับผู้โดยสาร การผูกขาดหมายถึงความเสี่ยงที่ค่าโดยสารจะสูงขึ้นและมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เมื่อคู่แข่งอ่อนแอลงหรือถอนตัวออกจากตลาด ขณะเดียวกันบริษัทที่ครองตลาดก็จะมีแรงจูงใจน้อยลงในการพัฒนาคุณภาพบริการ เพิ่มมาตรการความปลอดภัย จัดการข้อร้องเรียนอย่างทันท่วงที หรือเสนอเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ หากค่าโดยสารสูงเกินไปหรือคุณภาพบริการตกต่ำลง ผู้ใช้ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นที่เทียบเคียงได้
ผู้ขับขี่มีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในสถานะพึ่งพิงมากยิ่งขึ้น แพลตฟอร์มที่ครองตลาดจะสามารถขึ้นค่าคอมมิชชัน ตัดโบนัส เปลี่ยนอัลกอริทึมการจัดสรรงาน และกำหนดเงื่อนไขใหม่ ๆ ได้ฝ่ายเดียว การถูกระงับบัญชี ลดลำดับความสำคัญ หรือเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงิน ล้วนส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้ขับขี่ ขณะที่การย้ายไปแพลตฟอร์มอื่นที่มีปริมาณงานใกล้เคียงกันจะเป็นไปไม่ได้
การผูกขาดยังส่งผลลบต่ออุตสาหกรรมโดยรวม ด้วยการยกระดับอุปสรรคสำหรับผู้เล่นรายใหม่ ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี และลดความหลากหลายของบริการ ดังนั้นการรักษาให้มีแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งหลายรายจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทางเลือกของแอป แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับค่าโดยสารที่เป็นธรรม รายได้ที่ยั่งยืนของผู้ขับขี่ และการพัฒนาตลาดที่มีการควบคุม
ตลาดกำลังกระจุกตัวรอบแพลตฟอร์มใหญ่สองราย

อรรคณัฐประเมินว่า Grab อาจมีส่วนแบ่งตลาดบริการเรียกรถ (Ride-hailing) ในประเทศไทยอยู่ในช่วงประมาณ 45–50% ขณะที่ Bolt อาจมีส่วนแบ่งตลาดราว 45% ส่วนแพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมกันมีส่วนแบ่งตลาดที่เหลือเพียงเล็กน้อย
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (platform economy) มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะกระจุกตัว โดยปรากฏการณ์เครือข่าย (network effect) จะยิ่งเสริมความได้เปรียบให้แก่ผู้ให้บริการรายใหญ่ กล่าวคือ ยิ่งแพลตฟอร์มมีผู้ขับขี่จำนวนมาก ผู้โดยสารก็ยิ่งใช้เวลารอน้อยลง ขณะเดียวกัน ฐานผู้ใช้ที่ขยายตัวก็ยิ่งดึงดูดผู้ขับขี่รายใหม่ให้เข้ามาใช้แพลตฟอร์ม ส่งผลให้วงจรการเติบโตดังกล่าวยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น
“ผมแทบไม่เคยเห็นตลาดใดที่หลังจากแข่งขันกันอย่างดุเดือดเป็นเวลาหลายปีแล้ว ยังมีผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมากเหลืออยู่ โดยทั่วไป ตลาดมักจะเหลือผู้เล่นหลักเพียง 2–3 รายเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เป็นผลจาก Network Effect ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ”
หากจำนวนแพลตฟอร์มที่แข่งขันกันอย่างแท้จริงลดลงอีก ตลาดอาจเปลี่ยนจากการแข่งขันที่มีผู้เล่นหลายรายไปสู่ตลาดที่มีผู้เล่นน้อยราย (oligopoly) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายใหญ่สามารถกำหนดหรือปรับเปลี่ยนค่าคอมมิชชัน ค่าโดยสาร โปรแกรมโบนัส และอัลกอริทึมการจัดสรรงานได้มากขึ้น โดยมีแรงกดดันจากการแข่งขันลดลง เนื่องจากทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีทางเลือกในการย้ายไปใช้แพลตฟอร์มคู่แข่งที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันน้อยลง
ตรงไหนคือเส้นแบ่งระหว่างส่วนลดปกติกับการทุ่มตลาด?
ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ สงครามราคา (price war) ที่ขับเคลื่อนด้วยการอุดหนุนราคา (price subsidization) ในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากการทำโปรโมชันหรือส่วนลดในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยในบางกรณีผู้โดยสารได้รับส่วนลดในสัดส่วนสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเกิดข้อถกเถียงว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาด
“เมื่อผู้โดยสารเห็นค่าโดยสารเพียง 30 บาทเป็นเวลานาน ก็จะค่อย ๆ รับรู้ว่านั่นคือราคาที่เหมาะสมและควรเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง ราคาดังกล่าวอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอาจจ่ายค่าตอบแทนให้คนขับสูงกว่าค่าโดยสารที่เก็บจากผู้โดยสารผ่านการอุดหนุนราคา (price subsidization) เมื่อการอุดหนุนราคาสิ้นสุดลงและจำเป็นต้องปรับค่าโดยสารกลับสู่ระดับที่ยั่งยืน ผู้บริโภคจะมองว่าเป็นการขึ้นราคาอย่างกระทันหันและอาจเลิกใช้บริการ”
การอุดหนุนราคาในระยะยาวอาจช่วยให้แพลตฟอร์มขยายฐานผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ผู้บริโภครับรู้ต้นทุนที่แท้จริงของบริการคลาดเคลื่อนได้ อีกทั้งยังอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการรายอื่นและผู้ให้บริการแท็กซี่แบบดั้งเดิม ซึ่งไม่สามารถใช้นโยบายอุดหนุนราคาอย่างต่อเนื่องในระดับเดียวกันได้
ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ประกาศแนวปฏิบัติสำหรับการพิจารณาพฤติกรรมทางการแข่งขันของแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบหลายด้าน (Multi-sided Digital Platforms) ซึ่งครอบคลุมการประเมินพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน เช่น การตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุน การใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่อาจมีลักษณะกีดกันคู่แข่ง (predatory pricing) การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชันที่อาจไม่เป็นธรรม และการเลือกปฏิบัติด้านราคา อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาต่ำเพียงอย่างเดียวไม่ได้ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ เช่น ระยะเวลาของนโยบายดังกล่าว ผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด และความเป็นไปได้ในการชดเชยหรือฟื้นคืนผลขาดทุนในภายหลัง
ความเสี่ยงอีกประการที่อรรคณัฐกล่าวถึงคือรูปแบบธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของผู้ใช้อย่างรวดเร็วและการเพิ่มมูลค่าบริษัทก่อนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) มากกว่าการทำกำไรจากธุรกิจ กลยุทธ์เช่นนี้เปิดทางให้มีการอุดหนุนค่าโดยสารระยะยาวและเลื่อนการทำกำไรจากการดำเนินงานออกไป แต่เมื่อเงินลงทุนลดลง แพลตฟอร์มก็จำเป็นต้องขึ้นราคา ลดรายได้ผู้ขับขี่ หรือปรับโครงสร้างค่าคอมมิชชัน
การประสานงานของหน่วยงานกำกับดูแล: ทางออกที่เป็นไปได้
แนวทางหนึ่งในการป้องกันการผูกขาดคือการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งบทบาทหน้าที่ดังนี้:
- สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ทำหน้าที่ติดตามการกระจุกตัวของตลาดและพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม
- สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กำหนดข้อกำหนดด้านการดำเนินงานของแพลตฟอร์มดิจิทัล ความโปร่งใส และการคุ้มครองผู้ใช้
- กรมการขนส่งทางบก (DLT) รับผิดชอบการออกใบอนุญาตผู้ขับขี่ การจดทะเบียนยานพาหนะ และความปลอดภัยด้านการขนส่ง
การติดตามข้อมูลด้านส่วนแบ่งตลาด ค่าโดยสาร อัตราค่าคอมมิชชัน โปรแกรมโบนัส และสภาพการทำงานของผู้ขับขี่อย่างต่อเนื่อง อาจช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถระบุพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นอกจากนี้ ยังอาจพิจารณาส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลอุตสาหกรรมในรูปแบบไม่ระบุตัวตน (anonymized data) เป็นประจำ เช่น ปริมาณการเดินทาง จำนวนผู้ขับขี่ที่ใช้งานจริง ค่าโดยสารเฉลี่ย และอัตราค่าคอมมิชชันของแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสของตลาด
ขณะเดียวกัน การรักษาสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมอาจต้องอาศัยการประเมินการควบรวมกิจการและการเข้าซื้อกิจการที่อาจเกิดขึ้น การติดตามพฤติกรรมด้านราคาที่อาจเข้าข่ายการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนเป็นเวลานาน (predatory pricing) ตลอดจนการส่งเสริมความโปร่งใสของหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงาน การให้โบนัส และการระงับหรือจำกัดสิทธิ์ของผู้ขับขี่ มาตรการดังกล่าวอาจช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจ การแข่งขันที่เป็นธรรม ค่าโดยสารที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ และรายได้ที่ยั่งยืนของผู้ขับขี่
การพัฒนาตลาดต่างจังหวัดช่วยสนับสนุนการแข่งขัน

ท่ามกลางการครองตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ อรรคณัฐมองว่าแพลตฟอร์มขนาดเล็กได้เลือกเส้นทางที่สมเหตุสมผล
“ในมุมมองทางธุรกิจ การมองหาตลาดที่มีคู่แข่งน้อยกว่า อย่างเมืองรองและจังหวัดต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ Maxim และ inDrive กำลังทำอยู่” เขากล่าว “การแข่งขันโดยตรงในตลาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ นั้นยากมาก สำหรับผู้เล่นรายเล็กแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การมุ่งเน้นตลาดต่างจังหวัดจึงสมเหตุสมผลกว่ามาก” อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังคงต้องแข่งขันในตลาดที่ผู้เล่นรายใหญ่ใช้นโยบายอุดหนุนราคาและเสนอส่วนลดระยะยาวเพื่อชดเชยค่าโดยสาร ซึ่งส่งผลให้กลไกตลาดบิดเบือน และย่อมมีต้นทุนที่ต้องแบกรับในระยะยาว
เฟสใหม่ของการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม
ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา ข้อกำหนดเพิ่มเติมของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำหรับแพลตฟอร์มเรียกรถ (Ride-hailing) มีผลบังคับใช้ โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจดทะเบียนรถ และยืนยันตัวตนของผู้ขับขี่ ทั้งนี้ รถยนต์ต้องจดทะเบียนในหมวด รย.18 ส่วนรถจักรยานยนต์ต้องจดทะเบียนในหมวด รย.17
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังต้องรับผิดชอบในการกำกับดูแลให้ผู้ขับขี่และยานพาหนะเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงจัดให้มีระบบที่รับประกันความโปร่งใสของค่าโดยสาร ระบบติดตามการเดินทางด้วย GPS ช่องทางการติดต่อในกรณีฉุกเฉิน และระบบบริหารจัดการข้อร้องเรียนของผู้โดยสาร
มาตรการดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับตลาดให้มีความโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น โดยในอนาคต การกำกับดูแลอาจขยายขอบเขตจากประเด็นด้านความปลอดภัยของการเดินทางไปสู่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจของแพลตฟอร์มด้วย เช่น อัตราค่าคอมมิชชัน การกำหนดค่าโดยสาร อัลกอริทึมการจัดสรรงาน และหลักเกณฑ์ในการระงับบัญชีผู้ขับขี่
“กฎหมายเพียงฉบับเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้” อรรคณัฐกล่าว “เราต้องการขั้นตอนการออกใบอนุญาตที่ชัดเจน กรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีความสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย มาตรฐานด้านความปลอดภัย และความร่วมมือจากผู้เล่นทุกฝ่ายในตลาดในการขับเคลื่อนมาตรการไปในทิศทางเดียวกัน”
การแข่งขันเริ่มต้นจากสิทธิในการเลือก
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถยังคงมีแนวโน้มแข่งขันกันผ่านการลดต้นทุนด้านเทคโนโลยี การใช้โซลูชันแผนที่สำเร็จรูป และการลงทุนเพื่อดึงดูดทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อย่างไรก็ตาม การรักษาฐานผู้ใช้ไว้ด้วยการอุดหนุนราคา (price subsidization) หรือการเสนอส่วนลดเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น การแข่งขันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกติกาที่เป็นธรรมและการมีผู้เล่นหลายรายที่สามารถแข่งขันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาตลาดในระยะยาว
“การเดินทางฟรีหรือค่าโดยสารที่ถูกเกินจริงไม่มีทางดำรงอยู่ได้ตลอดไป ผู้ใช้จำนวนมากอาจเข้ามาเพราะโปรโมชัน และย้ายไปใช้บริการอื่นเมื่อส่วนลดสิ้นสุดลง โดยทั่วไป ผู้ใช้มักเปรียบเทียบราคา คุณภาพบริการและเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มอยู่เสมอ มากกว่าจะยึดติดกับแอปใดแอปหนึ่ง ความสามารถในการเลือกใช้บริการจากหลายแพลตฟอร์มจึงเป็นรากฐานสำคัญของการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ”