เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อีลอน มัสก์” คาดการณ์อีก 5 ปี AI ฉลาดกว่าคน โลกอาจเปลี่ยน จน “เงินสดไร้ความหมาย”
World “อีลอน มัสก์” คาดการณ์อีก 5 ปี AI ฉลาดกว่าคน โลกอาจเปลี่ยน จน “เงินสดไร้ความหมาย”
GRAND แจ้งเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ พร้อมเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้น เหตุไม่ครบองค์ประชุม
Finance GRAND แจ้งเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ พร้อมเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้น เหตุไม่ครบองค์ประชุม
“พิพัฒน์” เร่งไฮสปีดไทย-จีน เร่งสร้างถึง”หนองคาย” ดันกรุงเทพ-โคราชเปิดปี’73
Politics “พิพัฒน์” เร่งไฮสปีดไทย-จีน เร่งสร้างถึง”หนองคาย” ดันกรุงเทพ-โคราชเปิดปี’73
คกก. จัดการประชุม IMF-World Bank เผยความคืบหน้า 3 อนุฯ เตรียมพร้อม 12-18 ต.ค. นี้
Politics คกก. จัดการประชุม IMF-World Bank เผยความคืบหน้า 3 อนุฯ เตรียมพร้อม 12-18 ต.ค. นี้
ครม.อนุมัติ ขยายเวลาลด VAT เหลือ 7% อีก 1 ปี สรรพากรชี้ช่วยเศรษฐกิจไทยขยายตัว
Politics ครม.อนุมัติ ขยายเวลาลด VAT เหลือ 7% อีก 1 ปี สรรพากรชี้ช่วยเศรษฐกิจไทยขยายตัว
“เดชรัต” น้อมรับคำติ ยัน ปชน. ไม่คิดล้มบัตรทอง เดินหน้ารับฟังแก้ปม สปสช.
Politics “เดชรัต” น้อมรับคำติ ยัน ปชน. ไม่คิดล้มบัตรทอง เดินหน้ารับฟังแก้ปม สปสช.
ททท.ตราด คาดหยุดยาววันเฉลิมฯ เงินสะพัด 118 ล้านบาท “เกาะช้าง” ครองแชมป์ยอดฮิต
เศรษฐกิจภูมิภาค ททท.ตราด คาดหยุดยาววันเฉลิมฯ เงินสะพัด 118 ล้านบาท “เกาะช้าง” ครองแชมป์ยอดฮิต
UOB จับมือ Visa อัพเกรดบัตรเครดิตหรู รับตลาดลูกค้ามั่งคั่งโต
Finance UOB จับมือ Visa อัพเกรดบัตรเครดิตหรู รับตลาดลูกค้ามั่งคั่งโต
SET ร่วงหนักกว่า 20 จุด ก่อนวันหยุดยาว-DELTA ตัวฉุดหลัก
Finance SET ร่วงหนักกว่า 20 จุด ก่อนวันหยุดยาว-DELTA ตัวฉุดหลัก
กกต. ยัน คดีฮั้ว สว. จบสิ้นเดือน ส.ค. การันตี เป็นอิสระ ไม่มีใครแทรกแซง
Politics กกต. ยัน คดีฮั้ว สว. จบสิ้นเดือน ส.ค. การันตี เป็นอิสระ ไม่มีใครแทรกแซง
ดูทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญเตือน ตลาดแอปเรียกรถเสี่ยงผูกขาด ชี้สงครามราคาอาจกระทบทั้งผู้โดยสาร-คนขับ

27 ก.ค. 2569 | 19:58น.

กรุงเทพฯ, 24 กรกฎาคม 2569 — ตลาดบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) ของประเทศไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องและกำลังเข้าสู่ระยะที่เริ่มอิ่มตัว จากการประเมินของ Statista ที่อ้างอิงโดยประชาชาติธุรกิจ มูลค่าตลาดในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 1.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 45,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 ณ เดือนมิถุนายน 2569 จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคม (MOT) ประเทศไทยมีแพลตฟอร์มเรียกรถที่ได้รับใบอนุญาตทั้งหมด 7 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Grab, inDrive, LINE MAN, Maxim, Lalamove, TADA และ Fingogo โดย Bolt อยู่ระหว่างการต่ออายุใบอนุญาต

แม้ปัจจุบันตลาดบริการเรียกรถจะยังมีผู้ประกอบการหลายราย แต่หนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมคือความเสี่ยงจากการกระจุกตัว หรือการผูกขาดของตลาด หากบริษัทใดบริษัทหนึ่งมีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจมีอำนาจต่อรองในการกำหนดค่าโดยสาร อัตราค่าคอมมิชชัน เงื่อนไขการทำงานของผู้ขับขี่ และเงื่อนไขการเข้าถึงแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น เมื่อแรงกดดันจากการแข่งขันลดลง กลไกตลาดก็อาจมีบทบาทในการถ่วงดุลการตัดสินใจดังกล่าวน้อยลง

อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวิจัย ISSIE นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการ Fairwork Thailand (ร่วมกับ Oxford Internet Institute) ซึ่งศึกษาประเด็นเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและตลาดบริการเรียกรถ (Ride-hailing) ในประเทศไทยมานานกว่า 8 ปี ทั้งด้านสภาพการทำงานของผู้ขับขี่ โครงสร้างตลาด และความท้าทายด้านการกำกับดูแล กล่าวว่า “การผูกขาดมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของทั้งอุตสาหกรรม หากตลาดอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย การแข่งขันที่แท้จริงก็จะลดลง และท้ายที่สุดคนขับ ผู้โดยสาร และตลาดโดยรวมอาจได้รับผลกระทบ”

การผูกขาด: ภัยคุกคามต่อผู้โดยสารและผู้ขับขี่

สำหรับผู้โดยสาร การผูกขาดหมายถึงความเสี่ยงที่ค่าโดยสารจะสูงขึ้นและมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เมื่อคู่แข่งอ่อนแอลงหรือถอนตัวออกจากตลาด ขณะเดียวกันบริษัทที่ครองตลาดก็จะมีแรงจูงใจน้อยลงในการพัฒนาคุณภาพบริการ เพิ่มมาตรการความปลอดภัย จัดการข้อร้องเรียนอย่างทันท่วงที หรือเสนอเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ หากค่าโดยสารสูงเกินไปหรือคุณภาพบริการตกต่ำลง ผู้ใช้ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นที่เทียบเคียงได้

ผู้ขับขี่มีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในสถานะพึ่งพิงมากยิ่งขึ้น แพลตฟอร์มที่ครองตลาดจะสามารถขึ้นค่าคอมมิชชัน ตัดโบนัส เปลี่ยนอัลกอริทึมการจัดสรรงาน และกำหนดเงื่อนไขใหม่ ๆ ได้ฝ่ายเดียว การถูกระงับบัญชี ลดลำดับความสำคัญ หรือเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงิน ล้วนส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้ขับขี่ ขณะที่การย้ายไปแพลตฟอร์มอื่นที่มีปริมาณงานใกล้เคียงกันจะเป็นไปไม่ได้

การผูกขาดยังส่งผลลบต่ออุตสาหกรรมโดยรวม ด้วยการยกระดับอุปสรรคสำหรับผู้เล่นรายใหม่ ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี และลดความหลากหลายของบริการ ดังนั้นการรักษาให้มีแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งหลายรายจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทางเลือกของแอป แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับค่าโดยสารที่เป็นธรรม รายได้ที่ยั่งยืนของผู้ขับขี่ และการพัฒนาตลาดที่มีการควบคุม

ตลาดกำลังกระจุกตัวรอบแพลตฟอร์มใหญ่สองราย

อรรคณัฐประเมินว่า Grab อาจมีส่วนแบ่งตลาดบริการเรียกรถ (Ride-hailing) ในประเทศไทยอยู่ในช่วงประมาณ 45–50% ขณะที่ Bolt อาจมีส่วนแบ่งตลาดราว 45% ส่วนแพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมกันมีส่วนแบ่งตลาดที่เหลือเพียงเล็กน้อย

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (platform economy) มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะกระจุกตัว โดยปรากฏการณ์เครือข่าย (network effect) จะยิ่งเสริมความได้เปรียบให้แก่ผู้ให้บริการรายใหญ่ กล่าวคือ ยิ่งแพลตฟอร์มมีผู้ขับขี่จำนวนมาก ผู้โดยสารก็ยิ่งใช้เวลารอน้อยลง ขณะเดียวกัน ฐานผู้ใช้ที่ขยายตัวก็ยิ่งดึงดูดผู้ขับขี่รายใหม่ให้เข้ามาใช้แพลตฟอร์ม ส่งผลให้วงจรการเติบโตดังกล่าวยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น

“ผมแทบไม่เคยเห็นตลาดใดที่หลังจากแข่งขันกันอย่างดุเดือดเป็นเวลาหลายปีแล้ว ยังมีผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมากเหลืออยู่ โดยทั่วไป ตลาดมักจะเหลือผู้เล่นหลักเพียง 2–3 รายเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เป็นผลจาก Network Effect ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ”

หากจำนวนแพลตฟอร์มที่แข่งขันกันอย่างแท้จริงลดลงอีก ตลาดอาจเปลี่ยนจากการแข่งขันที่มีผู้เล่นหลายรายไปสู่ตลาดที่มีผู้เล่นน้อยราย (oligopoly) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายใหญ่สามารถกำหนดหรือปรับเปลี่ยนค่าคอมมิชชัน ค่าโดยสาร โปรแกรมโบนัส และอัลกอริทึมการจัดสรรงานได้มากขึ้น โดยมีแรงกดดันจากการแข่งขันลดลง เนื่องจากทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีทางเลือกในการย้ายไปใช้แพลตฟอร์มคู่แข่งที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันน้อยลง

ตรงไหนคือเส้นแบ่งระหว่างส่วนลดปกติกับการทุ่มตลาด?

ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ สงครามราคา (price war) ที่ขับเคลื่อนด้วยการอุดหนุนราคา (price subsidization) ในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากการทำโปรโมชันหรือส่วนลดในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยในบางกรณีผู้โดยสารได้รับส่วนลดในสัดส่วนสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเกิดข้อถกเถียงว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาด

“เมื่อผู้โดยสารเห็นค่าโดยสารเพียง 30 บาทเป็นเวลานาน ก็จะค่อย ๆ รับรู้ว่านั่นคือราคาที่เหมาะสมและควรเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง ราคาดังกล่าวอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอาจจ่ายค่าตอบแทนให้คนขับสูงกว่าค่าโดยสารที่เก็บจากผู้โดยสารผ่านการอุดหนุนราคา (price subsidization) เมื่อการอุดหนุนราคาสิ้นสุดลงและจำเป็นต้องปรับค่าโดยสารกลับสู่ระดับที่ยั่งยืน ผู้บริโภคจะมองว่าเป็นการขึ้นราคาอย่างกระทันหันและอาจเลิกใช้บริการ”

การอุดหนุนราคาในระยะยาวอาจช่วยให้แพลตฟอร์มขยายฐานผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ผู้บริโภครับรู้ต้นทุนที่แท้จริงของบริการคลาดเคลื่อนได้ อีกทั้งยังอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการรายอื่นและผู้ให้บริการแท็กซี่แบบดั้งเดิม ซึ่งไม่สามารถใช้นโยบายอุดหนุนราคาอย่างต่อเนื่องในระดับเดียวกันได้

ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ประกาศแนวปฏิบัติสำหรับการพิจารณาพฤติกรรมทางการแข่งขันของแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบหลายด้าน (Multi-sided Digital Platforms) ซึ่งครอบคลุมการประเมินพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน เช่น การตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุน การใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่อาจมีลักษณะกีดกันคู่แข่ง (predatory pricing) การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชันที่อาจไม่เป็นธรรม และการเลือกปฏิบัติด้านราคา อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาต่ำเพียงอย่างเดียวไม่ได้ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ เช่น ระยะเวลาของนโยบายดังกล่าว ผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด และความเป็นไปได้ในการชดเชยหรือฟื้นคืนผลขาดทุนในภายหลัง

ความเสี่ยงอีกประการที่อรรคณัฐกล่าวถึงคือรูปแบบธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของผู้ใช้อย่างรวดเร็วและการเพิ่มมูลค่าบริษัทก่อนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) มากกว่าการทำกำไรจากธุรกิจ  กลยุทธ์เช่นนี้เปิดทางให้มีการอุดหนุนค่าโดยสารระยะยาวและเลื่อนการทำกำไรจากการดำเนินงานออกไป แต่เมื่อเงินลงทุนลดลง แพลตฟอร์มก็จำเป็นต้องขึ้นราคา ลดรายได้ผู้ขับขี่ หรือปรับโครงสร้างค่าคอมมิชชัน

การประสานงานของหน่วยงานกำกับดูแล: ทางออกที่เป็นไปได้

แนวทางหนึ่งในการป้องกันการผูกขาดคือการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งบทบาทหน้าที่ดังนี้:

  • สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ทำหน้าที่ติดตามการกระจุกตัวของตลาดและพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กำหนดข้อกำหนดด้านการดำเนินงานของแพลตฟอร์มดิจิทัล ความโปร่งใส และการคุ้มครองผู้ใช้
  • กรมการขนส่งทางบก (DLT) รับผิดชอบการออกใบอนุญาตผู้ขับขี่ การจดทะเบียนยานพาหนะ และความปลอดภัยด้านการขนส่ง

การติดตามข้อมูลด้านส่วนแบ่งตลาด ค่าโดยสาร อัตราค่าคอมมิชชัน โปรแกรมโบนัส และสภาพการทำงานของผู้ขับขี่อย่างต่อเนื่อง อาจช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถระบุพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นอกจากนี้ ยังอาจพิจารณาส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลอุตสาหกรรมในรูปแบบไม่ระบุตัวตน (anonymized data) เป็นประจำ เช่น ปริมาณการเดินทาง จำนวนผู้ขับขี่ที่ใช้งานจริง ค่าโดยสารเฉลี่ย และอัตราค่าคอมมิชชันของแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสของตลาด

ขณะเดียวกัน การรักษาสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมอาจต้องอาศัยการประเมินการควบรวมกิจการและการเข้าซื้อกิจการที่อาจเกิดขึ้น การติดตามพฤติกรรมด้านราคาที่อาจเข้าข่ายการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนเป็นเวลานาน (predatory pricing) ตลอดจนการส่งเสริมความโปร่งใสของหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงาน การให้โบนัส และการระงับหรือจำกัดสิทธิ์ของผู้ขับขี่ มาตรการดังกล่าวอาจช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจ การแข่งขันที่เป็นธรรม ค่าโดยสารที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ และรายได้ที่ยั่งยืนของผู้ขับขี่

การพัฒนาตลาดต่างจังหวัดช่วยสนับสนุนการแข่งขัน

ท่ามกลางการครองตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ อรรคณัฐมองว่าแพลตฟอร์มขนาดเล็กได้เลือกเส้นทางที่สมเหตุสมผล

“ในมุมมองทางธุรกิจ การมองหาตลาดที่มีคู่แข่งน้อยกว่า อย่างเมืองรองและจังหวัดต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ Maxim และ inDrive กำลังทำอยู่” เขากล่าว “การแข่งขันโดยตรงในตลาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ นั้นยากมาก สำหรับผู้เล่นรายเล็กแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การมุ่งเน้นตลาดต่างจังหวัดจึงสมเหตุสมผลกว่ามาก” อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังคงต้องแข่งขันในตลาดที่ผู้เล่นรายใหญ่ใช้นโยบายอุดหนุนราคาและเสนอส่วนลดระยะยาวเพื่อชดเชยค่าโดยสาร ซึ่งส่งผลให้กลไกตลาดบิดเบือน และย่อมมีต้นทุนที่ต้องแบกรับในระยะยาว

เฟสใหม่ของการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม

ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา ข้อกำหนดเพิ่มเติมของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำหรับแพลตฟอร์มเรียกรถ (Ride-hailing) มีผลบังคับใช้ โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจดทะเบียนรถ และยืนยันตัวตนของผู้ขับขี่ ทั้งนี้ รถยนต์ต้องจดทะเบียนในหมวด รย.18 ส่วนรถจักรยานยนต์ต้องจดทะเบียนในหมวด รย.17

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังต้องรับผิดชอบในการกำกับดูแลให้ผู้ขับขี่และยานพาหนะเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงจัดให้มีระบบที่รับประกันความโปร่งใสของค่าโดยสาร ระบบติดตามการเดินทางด้วย GPS ช่องทางการติดต่อในกรณีฉุกเฉิน และระบบบริหารจัดการข้อร้องเรียนของผู้โดยสาร

มาตรการดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับตลาดให้มีความโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น โดยในอนาคต การกำกับดูแลอาจขยายขอบเขตจากประเด็นด้านความปลอดภัยของการเดินทางไปสู่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจของแพลตฟอร์มด้วย เช่น อัตราค่าคอมมิชชัน การกำหนดค่าโดยสาร อัลกอริทึมการจัดสรรงาน และหลักเกณฑ์ในการระงับบัญชีผู้ขับขี่

“กฎหมายเพียงฉบับเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้” อรรคณัฐกล่าว “เราต้องการขั้นตอนการออกใบอนุญาตที่ชัดเจน กรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีความสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย มาตรฐานด้านความปลอดภัย และความร่วมมือจากผู้เล่นทุกฝ่ายในตลาดในการขับเคลื่อนมาตรการไปในทิศทางเดียวกัน”

การแข่งขันเริ่มต้นจากสิทธิในการเลือก

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถยังคงมีแนวโน้มแข่งขันกันผ่านการลดต้นทุนด้านเทคโนโลยี การใช้โซลูชันแผนที่สำเร็จรูป และการลงทุนเพื่อดึงดูดทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อย่างไรก็ตาม การรักษาฐานผู้ใช้ไว้ด้วยการอุดหนุนราคา (price subsidization) หรือการเสนอส่วนลดเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น การแข่งขันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกติกาที่เป็นธรรมและการมีผู้เล่นหลายรายที่สามารถแข่งขันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาตลาดในระยะยาว

“การเดินทางฟรีหรือค่าโดยสารที่ถูกเกินจริงไม่มีทางดำรงอยู่ได้ตลอดไป ผู้ใช้จำนวนมากอาจเข้ามาเพราะโปรโมชัน และย้ายไปใช้บริการอื่นเมื่อส่วนลดสิ้นสุดลง โดยทั่วไป ผู้ใช้มักเปรียบเทียบราคา คุณภาพบริการและเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มอยู่เสมอ มากกว่าจะยึดติดกับแอปใดแอปหนึ่ง ความสามารถในการเลือกใช้บริการจากหลายแพลตฟอร์มจึงเป็นรากฐานสำคัญของการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ”