สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
สำนักพิมพ์มติชน จับมือ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนประชาชนทำความเข้าใจ เนื่องในโอกาส เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ผ่าน 3 วงเสวนาสุดเข้มข้น
สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน “50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ” ชวนรำลึกและทำความเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ผ่าน 3 วงเสวนา โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมอง ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
เวทีเสวนา “6 ตุลา-ควังจู: ใครกำหนดความทรงจำของชาติ”
ประเด็นสำคัญของเวทีเสวนานี้ คือการชวนมอง “ความทรงจำ” ที่มีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านภาพ ความรุนแรง ความเงียบ และการประกอบสร้างเรื่องราวของเหตุการณ์ในเวลาต่อมา โดย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ชวนมอง 6 ตุลา ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ผ่านภาพ” โดยศึกษาร่องรอยของความรุนแรงและเงื่อนไขที่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา สังคมไทยเงียบอยู่นานแค่ไหน และความเงียบนั้นมีความหมายอย่างไร
รศ.ดร.บัณฑิต ชี้ให้เห็นว่า แม้หลัง 6 ตุลา จะเกิด “ความเงียบงัน” ขึ้นในสังคม แต่ความเงียบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เพราะยังมีกระบวนการเคลื่อนไหวใต้ดิน หนังสือ และการรวมตัวของผู้คน รวมถึงการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีควังจูของประเทศเกาหลีใต้ ความเงียบของสังคมไทยหลัง 6 ตุลาอาจไม่ได้ยาวนานอย่างที่เข้าใจกัน แต่คำถามคือ “เราจดจำ” และ “เราไม่จดจำ” เหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร และใครเป็นผู้กำหนดสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของสังคมไทย
ขณะที่ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง ชวนมอง 6 ตุลา ผ่านแนวคิดเรื่อง “อาชญากรรมโดยรัฐ” โดยชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีเงื่อนไขและการสั่งสมมาก่อนหน้า ขณะที่รัฐมีหน้าที่ต้องเข้ามาจัดการกับสถานการณ์ แต่กลับทำงานผ่าน “การไม่ทำอะไรเลย” จนความรุนแรงขยายตัวและนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้การจดจำ 6 ตุลา เกี่ยวข้องกับการมองเห็นโครงสร้างและเงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น

อีกแง่มุมหนึ่งที่ถูกพูดถึงบนเวที โดย เสกสรร อานันทศิริเกียรติ ผู้ดำเนินรายการ คือการเปลี่ยนแปลงของ “วัฒนธรรมความทรงจำ” ในยุคดิจิทัล เมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้มีอำนาจอาจไม่ได้เพียงทำให้ความผิดลอยนวลพ้นผิด แต่สามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงเรื่องราวจนทำให้ “ความผิดหายไปตั้งแต่ต้น” ได้ ทั้งการสร้างภาพ แอนิเมชัน หรือเรื่องเล่าในรูปแบบใหม่ ประเด็นนี้จึงชวนตั้งคำถามต่อไปว่า ในวันที่เทคโนโลยีสามารถสร้างเรื่องราวและภาพแทนอดีตได้มากขึ้นความจริงแบบไหนจะยังคงอยู่
ช่วงท้ายของเวทีเสวนา ชวนกลับมามองว่า “ความทรงจำของชาติ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกประกอบสร้างผ่านภาพ เรื่องเล่า การบันทึก การลืม และการตีความของผู้คนในแต่ละยุค การทำความเข้าใจ ตุลาและควังจูจึงไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปหาเหตุการณ์ในอดีต แต่คือการตั้งคำถามกับวิธีที่สังคมเลือกจะจดจำและจะรักษาความทรงจำไว้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันอย่างไร
เวทีเสวนา “เมื่อผู้หญิงเป็นสหาย บทบาทผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ”
ประเด็นสำคัญของเวทีเสวนาครั้งนี้ คือการชวนย้อนมองว่า เหตุใดผู้หญิงจำนวนหนึ่งจึงตัดสินใจก้าวออกจากบทบาทและพื้นที่ชีวิตที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการปฏิวัติ โดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ทั้งผู้หญิงในชนบทและนักศึกษาหญิงต่างมีเงื่อนไขและเส้นทางของตัวเอง แต่เรื่องราวของพวกเธอล้วนสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตามในประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหว แต่มีความคิด การตัดสินใจ และบทบาททางการเมืองของตัวเอง
ธัญญพร มากคง ผู้เขียนหนังสือ “สหายหญิงปฏิวัติ” ชวนเริ่มจากพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพัทลุง ตรัง และสตูลซึ่งการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้าไปสัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนในชนบท ทั้งการจัดตั้งชาวนา การรวมกลุ่มศึกษา และการทำงานร่วมกับชุมชน ขณะเดียวกัน ความรุนแรงจากการปราบปรามของรัฐ โดยเฉพาะกรณี “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง” ก็เป็นอีกเงื่อนไขที่ทำให้คนในพื้นที่จำนวนหนึ่งตัดสินใจเข้าป่า
นักศึกษาที่ลงสู่ชนบทพยายามทำความเข้าใจชีวิตของผู้คนมากขึ้นแต่การใช้ชีวิตในชนบทก็ไม่ได้เป็นภาพที่สวยงามหรือโรแมนติกอย่างที่เคยจินตนาการไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ความรุนแรงกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้หลายคนตัดสินใจเข้าป่า บางคนรู้สึกว่าไม่สามารถอยู่ในเมืองได้อย่างปลอดภัย ขณะที่บางคนต้องการแก้แค้นให้กับเพื่อนและผู้คนที่ถูกกระทำ การเข้าป่าจึงเป็นการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองและประสบการณ์ความรุนแรงที่แต่ละคนเผชิญ
ช่วงต่อมาสุนี ไชยรส ชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมมองประสบการณ์ของผู้หญิงให้ไกลไปกว่าคำถามว่า “ผู้หญิงเข้าป่าทำไม”เพราะการตัดสินใจดังกล่าวยังสัมพันธ์กับการตั้งคำถามต่อชีวิตของผู้หญิงในสังคมเวลานั้น การที่ผู้หญิงรวมตัวกันไม่ได้เป็นเพียงการเข้าร่วมขบวนการทางการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่ให้พวกเธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พูดถึงชีวิตของตัวเอง และตั้งคำถามต่อบทบาทที่สังคมกำหนดไว้ ทั้งเรื่องความรัก การแต่งงาน ครอบครัว และการมีลูก
หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนการต่อรองกับกรอบชีวิตของผู้หญิง คือแนวคิด “กฎ 3 ช้า” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชะลอการมีความรัก การแต่งงาน และการมีลูก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงสามารถทำงานและเคลื่อนไหวทางการเมืองได้มากขึ้น แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นความพยายามจัดการกับความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้หญิง และทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อผู้หญิงเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางการปฏิวัติ พวกเธอต้องละทิ้งอะไรไว้ข้างหลังบ้าง

โดยเฉพาะเรื่อง “ความเป็นแม่” ซึ่งมักถูกผูกไว้กับบ้าน ครอบครัว และหน้าที่ดูแลคนอื่น ผู้หญิงจึงต้องหาวิธีจัดการกับทั้งชีวิตส่วนตัว ความรัก ครอบครัว และบทบาททางการเมืองไปพร้อมกัน
ช่วงท้ายของเวทีเสวนา ประภาภูมิ เอี่ยมสม ผู้ดำเนินรายการ ชวนวิทยากรทั้งสองท่านทิ้งท้ายถึงการทำความเข้าใจผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ ว่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มเรื่องราวของผู้หญิงเข้าไปในประวัติศาสตร์ 6 ตุลา แต่คือการเปิดให้เห็นว่า ผู้หญิงแต่ละคนมีเหตุผล ประสบการณ์ การตัดสินใจทางการเมืองของตัวเอง และผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานั้น บทบาทของผู้หญิงจึงควรถูกมองเห็นในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน
เวทีเสวนา “คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม”
“คนเดือนตุลา” มักถูกจดจำผ่านภาพของการต่อสู้ทางการเมืองในช่วง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนกลุ่มนี้ไม่ได้หายไปจากสังคม หากกลับเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ทางการเมืองและสังคมในหลากหลายรูปแบบ เวทีเสวนาครั้งนี้จึงชวนย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า จากคนกลุ่มเดียวกันที่เคยผ่านประสบการณ์ทางการเมืองร่วมกัน เหตุใดเส้นทางหลังจากนั้นจึงแตกต่างกันออกไป ทั้งในแง่ความคิด อุดมการณ์ และบทบาทที่มีต่อสังคมไทย
รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล เปิดประเด็นด้วยการชวนมอง “คนเดือนตุลา” ในฐานะคนรุ่นหนึ่งที่มีความทรงจำและประสบการณ์ทางการเมืองร่วมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด เพราะตั้งแต่ต้นพวกเขามีความหลากหลายทางความคิด ทั้งฝ่ายซ้าย เสรีนิยม และแนวคิดอื่นๆ ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้หายไปหลังออกจากป่า หากยังส่งผลต่อเส้นทางทางการเมืองและจุดยืนของแต่ละคนในเวลาต่อมา
“คนเดือนตุลา” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเหตุการณ์ในอดีต แต่ยังเป็นวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงประสบการณ์ของภาคประชาชนเข้ากับการเมือง ขณะเดียวกัน การกลับเข้าสู่สังคมก็ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกันจึงกลับมายืนอยู่คนละฝั่ง และอดีตที่เคยเชื่อมโยงผู้คนกลุ่มนี้ไว้ด้วยกัน กลับกลายเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ การกล่าวหา และความขัดแย้งในเวลาต่อมา
ขณะที่ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร ชวนมองผ่านความแตกต่างระหว่าง “คนเดือนตุลาที่ตายไปแล้ว” กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่โดยตั้งข้อสังเกตถึงคนเดือนตุลาบางส่วนที่เดินเข้าสู่พื้นที่อำนาจและระบอบที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยต่อสู้มา นำไปสู่คำถามว่า เมื่อบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป อุดมการณ์ที่เคยมีร่วมกันถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างไร
ด้านกฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ “ทนายด่าง” สะท้อนประสบการณ์หลัง 6 ตุลา ผ่านเส้นทางของคนที่ไม่ได้เข้าป่า แต่กลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 20 ธันวาคม 2519 พร้อมมองย้อนกลับไปถึงชัยชนะของขบวนการนักศึกษาในปี 2516 ที่แม้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยังไม่อาจเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองได้อย่างเด็ดขาด
อีกด้านหนึ่ง ประกิต กอบกิจวัฒนา ชวนตั้งคำถามต่อความคิดก้าวหน้าและความต้องการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม เมื่อคนที่เคยมีแนวคิดเหล่านี้เติบโตเข้าสู่พื้นที่อำนาจ ขณะที่ Guo Run ผู้แปลหนังสือ The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand ฉบับภาษาจีน มองว่า แม้เส้นทางของ “คนเดือนตุลา” จะแตกต่างและอุดมการณ์อาจไม่เป็นหนึ่งเดียวกันอีกต่อไปแต่สิ่งที่พวกเขาเคยทำยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นบทเรียนสำหรับคนรุ่นหลัง
ท้ายที่สุด เวทีเสวนาจึงชวนมอง “คนเดือนตุลา” ให้พ้นจากภาพของคนกลุ่มเดียวที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เป็นผู้คนที่มีประสบการณ์ร่วมกันแต่เลือกเดินไปคนละเส้นทาง และความแตกต่างเหล่านั้นเองก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา