สาธารณสุขโต้เดือด ปมวัคซีนล่าช้า อย่าใช้ข้อมูลเก่ามาเสนอ
บุคลากรทางการแพทย์แพ้วัคซีน 1 ราย
กระทรวงสาธารณสุข โต้เดือดปมวัคซีนล่าช้า ฝากถึงผู้โจมตี อย่าใช้ข้อมูลเก่ามานำเสนอ ลดทอนความเชื่อมั่นประชาชน
วันที่ 13 มี.ค. 64 ในการแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผลการดำเนินฉีดวัคซีนโควิดประเทศไทย ขณะนี้มีผู้ได้รับวัคซีนสะสมแล้ว 44,409 ราย (นับตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์) เป็นบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข รวม อสม. 29,243 ราย เจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 9,591 บุคคลมีโรคประจำตัว 1,756 ราย ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 3,819 ราย ที่ผ่านมายังไม่มีรายใดเกิดอาการแพ้รุนแรง

ส่วนประเด็นการชะลอฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเนื่องจากพบว่ามีผู้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังรับวัคซีนที่ยุโรป ทำให้หลายประเทศชะลอการฉีดวัคซีนดังกล่าว รวมถึงประเทศไทย ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดจะสรุปข้อมูลได้ภายในต้นสัปดาห์หน้า หากไม่มีปัญหาอะไรก็จะเริ่มนำมาฉีดได้
นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีบางคนบอกว่าสาธารณสุขจัดหาวัคซีนล่าช้า มีข้อมูลข่าวสารจากหลายคน บ้างก็บอกว่าเราจะฉีดวัคซีนเสร็จสิ้นภายในปี 2565 หรือ 2566 ขออนุญาตย้ำว่า แผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย ทางคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง มีการแถลงแจ้งต่อประชาชนเป็นระยะๆ อยู่แล้ว ซึ่งก็มีผู้อ้าง นำข้อมูลที่บอกว่าควบคุมโรคได้เสนอข้อมูลต่อกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อปลายปี 2563 ว่าจะมีการฉีดวัคซีนครบถ้วนในปี 2566 นั้น ขอชี้แจงว่า ในปลายปี 2563 เป็นสถานการณ์ที่ยังไม่มีการนำวัคซีนมาใช้ การวิจัย ก็ยังไม่แน่ใจว่าวัคซีนจะมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย ป้องกันโรคได้หรือไม่ ตอนนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนมีการวิเคราะห์ว่า กว่าวัคซีนจะมีใช้คงใช้เวลาอีกหลายปี ดังนั้นจึงมีการจัดทำแผนเตรียมการฉีดวัคซีนตามข้อมูลที่มีในขณะนั้น แต่ต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบและอนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุขได้จองซื้อวัคซีนจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 26 ล้านโดส และทำสัญญาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2563 จึงได้ปรับแผนการฉีดวัคซีนใหม่ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราหาได้
จะเห็นว่าแม้แต่ในขณะนี้ต้นมี.ค.64 การวิจัยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะถือเป็นการใช้ในสภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นการปรับแผนฉีดต้องปรับเป็นระยะให้สอดคล้องกัน เช่น เหตุการณ์ระบาดระลอกใหม่ที่สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ปทุมธานี เลยต้องนำวัคซีนจากซิโนแวคเข้ามาอีก 2 ล้านโดสอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ ฉะนั้นแผนจึงต้องปรับตามสถานการณ์เสมอ รวมทั้งการขอซื้อวัคซีนจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าเพิ่มจาก 26 ล้านโดส อีก 35 ล้านโดส เป็น 61 ล้านโดส และเมื่อรวมกับของซิโนแวคเป็นทั้งหมด 63 ล้านโดส จึงปรับแผนฉีดให้เร็วขึ้นภายในปี 2564 อย่างน้อยต้องฉีดให้ได้ 63 ล้านโดส จึงขอยืนยันว่าแผนทั้งหมดนี้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ, ครม.และ ศบค. แล้ว และมีการรายงานต่อประชาชนเสมอ ทุกคนน่าจะทราบกันดี
“ดังนั้น จากการที่มีผู้กล่าวหาว่าข้อมูลกรมควบคุมโรคนำเสนอต่อกรรมาธิการสาธารณสุขเมื่อเดือน พ.ย. 2563 ว่าเราฉีดวัคซีนให้กับประชาชนล่าช้านั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขอย้ำว่า การนำข้อมูลเก่ามาเสนอจะทำให้ประชาชนสับสน และการควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก การต่อสู้กับโรคที่ว่าลำบากแล้ว แต่บางครั้งก็ต้องมาต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ไม่ตรงกับสถานกานณ์ ก็ไม่แน่ใจว่าจงใจหรือเปล่า แต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น และลดทอนความร่วมมือของพี่น้องประชาชนก็จะทำให้คนทำงานประสบความยากลำบาก ทำงานยากยิ่งขึ้น เราควรร่วมให้กำลังใจคนทำงาน ขอให้ฟังข้อมูล ใหม่ๆ และอย่าเอาข้อมูลเก่ามาเสนอ”