เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
Business TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
“ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
Politics “ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
Finance SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
Uncategorized DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Politics วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
Automotive Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
Uncategorized มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
Finance ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
Economic CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
Finance กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
ดูทั้งหมด

‘คาร์บอนเครดิต’ สร้างโอกาสเศรษฐกิจไทย โอกาสธุรกิจใหม่เปลี่ยนปัญหาเป็นรายได้ ลดมลพิษด้วยแนวคิด ESG อย่างยั่งยืน

30 พ.ย. 2565 | 18:22น.

ปัจจุบันโลกเรากำลังเผชิญกับวิกฤตภาวะโลกร้อน ที่เป็นผลมาจากก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ธุรกิจหนีกระแสคาร์บอนต่ำไม่พ้น หนึ่งในวิธีที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนฯ ที่ตัวเองปล่อยได้ คือการ ‘ซื้อขายคาร์บอนเครดิต’ เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาสสร้างธุรกิจสีเขียว แปลงคาร์บอนเครดิตเป็นรายได้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก อีกทั้งเป็นแต้มต่อในการดึงดูดลูกค้าและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญด้าน  ESG  ตลอดจนเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้พัฒนาโครงการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขายคาร์บอนเครดิต ต่อไป

ดังนั้น จึงต้องกลับมาดูหน่วยงานของเรา ว่าจะปรับตัวลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างไร แล้วใช้เป็นจุดขายในการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน รวมทั้งหากทำได้ดีจริงๆ จนมีส่วนเหลือทำเป็นคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปซื้อขายเป็นรายได้  ตลอดจนอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ เช่น การรับจ้างปลูกป่าเพื่อเอาคาร์บอนเครดิต ธุรกิจสีเขียวต่างๆ

ปัจจุบันมีบริษัททั่วโลกตั้งเป้าหมาย Net Zero จำนวน 1,361 บริษัท โดยมีบริษัทไทยจำนวน 44 บริษัท ที่ดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลากหลายวิธี เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ใช้พลังงานสะอาด การปลูกป่าหรือพัฒนาเทคโนโลยีดูดซับกักเก็บก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

คาร์บอนเครดิตหาได้จากที่ไหนบ้าง

หลายคนตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรมหรือ ธุรกิจต่าง ๆ เขาไปหาคาร์บอนเครดิตมาจากที่ไหน?  แล้วคาร์บอนเครดิตหาได้จากอะไรบ้าง?  เป็นคำถามสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาในธุรกิจนี้ ซึ่งกิจกรรมที่สามารถนำมาขายเครดิตใน T-VER ได้ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน, การพัฒนาพลังงานทดแทน, การจัดการของเสีย, การจัดการในภาคขนส่ง, การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า เป็นแหล่งผลิตคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำมาขายเป็นคาร์บอนได้ทั้งสิ้น

ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น คือ การปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งหากสังเกตดี ๆ หลายอุตสาหกรรมเริ่มมีนโยบาย กิจกรรมอาสาต่าง ๆ ในการปลูกป่าหรือกิจกรรมรักษาสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้คือแหล่งกำเนิดคาร์บอนเครดิตที่จะสร้างรายได้ให้ธุรกิจได้

อีกหนึ่งตัวอย่างแหล่งผลิตคาร์บอนเครดิตที่มีประสิทธิภาพ คือ ป่าชายเลนที่สามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกถึง 3 เท่า หรือประมาณ 800 ตันต่อไร่ต่อปี ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ออกระเบียบการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจขึ้น เพื่อให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขอรับพื้นที่ไปปลูกป่าชายเลนเพื่อดูดซับคาร์บอน และไปใช้เพื่อประโยชน์ทางคาร์บอนเครดิตของภาคธุรกิจ

เป็นแผน 10 ปี ตั้งแต่ปี 2565 – 2575 โดยมีเป้าหมาย 3 แสนไร่ ในการจัดสรรพื้นที่ให้กับภาคธุรกิจในการเข้ามาร่วมปลูกป่าชายเลน เพื่อคาร์บอนเครดิตในการช่วยกิจกรรมการส่งออก ซึ่งในปีแรกนี้ มีการประกาศพื้นที่เป้าหมายพร้อมจัดสรรให้กับภาคเอกชน 4.4 หมื่นไร่ ปรากฏว่ามีเอกชนมาขอเข้าร่วม 17 บริษัท ซึ่งใน 17 ราย ที่ขอพื้นที่ปลูกป่า มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 5 แสนไร่

สำหรับหลักเกณฑ์การคัดเลือก จะพิจารณาจากความพร้อมของภาคธุรกิจ หากพร้อมดำเนินการทันที จะได้แต้มต่อมาก แต่มีบางบริษัทที่ขอที่ดินเข้ามา หากได้รับการจัดสรรก็จะดำเนินการใน 3 ปี อย่างนี้จะได้คะแนนน้อย หรือกรณีขอเพื่อจะขายคาร์บอนเครดิตจะได้คะแนนอยู่ท้าย ๆ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ขอเข้ามาเพื่อไว้ปกป้องธุรกิจจากการปล่อยคาร์บอนก็จะได้คะแนนพิเศษ ซึ่งจะประกาศรายชื่อและพื้นที่ที่ได้การจัดสรรเร็วๆ นี้

อยากขายคาร์บอนเครดิตต้องทำอย่างไรบ้าง?

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่สนใจขายคาร์บอนเครดิตต้องเป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น ผลิตพลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง แปลงขยะเป็นพลังงานสะอาด พัฒนาประสิทธิภาพการคมนาคม, การจัดการของเสีย, การปลูกป่า อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม อย่างนี้เป็นต้น

ปัจจุบัน ผู้ที่ประสงค์จะขายคาร์บอนเครดิตสามารถลงทะเบียนคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ (T-VER Registry) ของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ได้ ดังนี้

  1. เจ้าของบัญชี T-VER Credits หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของบัญชี T-VER Credits แจ้งความประสงค์ในการขายคาร์บอนเครดิต จำนวนคาร์บอนเครดิต และคาร์บอนเครดิตจากโครงการใด ไปยังเจ้าหน้าที่ อบก.
  2. อบก. พิจารณาความถูกต้อง
  3. อบก. จะดำเนินการโอน (Transfer) หรือหักล้าง (Cancel) คาร์บอนเครดิต ตามที่ได้รับแจ้งแก่ผู้ใช้งาน ภายใน 3วัน ทำการ หลังจากตรวจสอบข้อมูล/เอกสารเรียบร้อยแล้ว
  4. อบก. จะส่งเอกสาร Transfer Notification/Cancellation Notification ไปยังอีเมลของเจ้าของบัญชี T-VER Credits หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของบัญชี T-VER Credits ในการทำธุรกรรม

แล้วถ้าอยากซื้อคาร์บอนเครดิตต้องทำอย่างไร?

  1. ยื่นทะเบียนการขอเปิดบัญชีกับ อบก. ในระบบ T-VER
  2. เลือกซื้อผ่านศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Trading Platform) หรือ ซื้อในระบบทวิภาค (Over-the-counter: OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรงไม่ผ่านตลาด
  3. อบก. ถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตจากบัญชีผู้ขายไปยังบัญชีผู้ซื้อ
  4. ผู้ซื้อแจ้งความประสงค์ซื้อคาร์บอนเครดิต
  5. อบก. ตรวจสอบ และบันทึกการใช้คาร์บอนเครดิต

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิต สามารถสอบถามไปยังเจ้าของคาร์บอนเครดิตได้โดยตรง ตามช่องทางติดต่อในเอกสารโครงการ

โดยสามารถดูเอกสารโครงการได้จาก https://ghgreduction.tgo.or.th/en/

ผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ จะนำคาร์บอนเครดิตไปชดเชยได้อย่างไร

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER ไปชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ของธุรกิจตัวเอง สามารถเข้าร่วมโครงการ Thailand Carbon Offsetting Program (T-COP) โดย อบก. จะเป็นผู้ให้การรับรองกิจกรรมชดเชยคาร์บอน ทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ งาน Event  หลังผ่านขั้นตอนและเงื่อนไขของ อบก. และการทวนสอบจากหน่วยงานทวนสอบอิสระ (Third-party Independent Verification Body: VB) ที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. ซึ่งการรับรองนี้จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. การชดเชยบางส่วน (Carbon Offset) และ 2. การชดเชยทั้งหมด (Carbon Neutral)

คาร์บอนเครดิตจะซื้อขายได้ ต้องผ่านการรับรองจากใคร?

สำหรับคาร์บอนเครดิตในไทยที่จะสามารถซื้อขายได้นั้น ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. (TGO) ซึ่งเป็นผู้ให้การรับรอง และเป็นผู้ทำหน้าที่คุมระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต (Registry System) ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER)

โดยผู้ประกอบการและ SME ที่สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER ต่อ อบก. และต้องผ่านการตรวจสอบความใช้ได้ และการทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body: VVB) ก่อนที่ อบก. จะรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเรียกว่า ‘เครดิต TVERs’

อย่างไรก็ตาม สำหรับเครดิต TVERs นั้น ยังไม่สามารถนำไปขายในระดับต่างประเทศได้ แต่ อบก.กำลังพัฒนาเครดิต TVERs ให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในโครงการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของนานาชาติ อย่างไรก็ดี ยังมีมาตรฐานหรือการรับรองอื่นๆ ในระดับสากล เช่น การรับรองจากโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ภายใต้พิธีสารเกียวโต

โดย อบก. ในฐานะหน่วยงานกลางประสานการดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Designated National Authority: DNA) ของประเทศไทย ทำหน้าที่ในการพิจารณาให้คำรับรอง ซึ่งโครงการที่ผ่านการรับรองจะได้รับคาร์บอนเครดิตที่เรียกว่า Certified Emission Reduction (CERs) เพื่อนำไปขายให้กับประเทศพันธมิตรได้ นอกจากนี้ยังมีองค์กรในต่างประเทศที่ได้พัฒนามาตรฐานการออกแบบโครงการ การดำเนินโครงการ การตรวจสอบ และทวนสอบข้อมูลสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ อาทิ มาตรฐาน Verified Carbon Standard (VCS/VERRA) มาตรฐาน Gold Standard และมาตรฐาน Climate Action Reserve

ตลาดภาคสมัครใจของไทย (T-VER) และระดับสากล (VERRA) ต่างกันอย่างไร?

มีการคาดการณ์จากสำนักวิจัยหลาย ๆ สำนัก อาทิ งานวิจัยของ McKinsey ที่ระบุว่า ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตของโลกจะเติบโตสูงถึง 15 เท่าตัวในช่วง 10 ปีข้างหน้าและจะเติบโตถึง 100 เท่าตัวภายในปี 2593 โดยตลาดมี 2 รูปแบบ คือ

  1. ภาคบังคับ หรือรู้จักในชื่อ Emission Trading Scheme (ETS)
  2. ภาคสมัครใจ

โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลดก๊าซเรือนกระจกจะซื้อคาร์บอนเครดิตทดแทนการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตัวเอง ส่วนผู้ขายจะเป็นองค์กรอื่นที่ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามมาตรฐาน เช่น Verified Carbon Standard (VCS/VERRA) และ Gold Standard ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลก หรือมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER)

ทั้งนี้ ราคาคาร์บอนเครดิตในแต่ละตลาดหรือแต่ละมาตรฐานจะมีความแตกต่างกัน ปัจจุบันราคาคาร์บอนเครดิตโลกอยู่ที่ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันคาร์บอนฯ ขณะที่ราคาคาร์บอนเครดิตไทยเฉลี่ยล่าสุดปี 2565 อยู่ที่ 107 บาท หรือประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันคาร์บอนฯ

สำหรับตลาดคาร์บอนส่วนใหญ่มีการพัฒนาหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนมาจากโครงการ CDM แต่ข้อแตกต่างของตลาดภาคสมัครใจระดับสากล เช่น VERRA และตลาดภายในประเทศ เช่น T-VER ที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ ความเข้มงวดของหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน ซึ่ง VERRA scheme จะมีความเข้มงวดของการพิจารณาโครงการที่ขึ้นทะเบียนมากกว่า TVER scheme ปัจจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาตลาดคาร์บอนใน VERRA สูงกว่า T-VER

นอกจากนี้ ความเข้มงวดของหลักเกณฑ์ ไม่ได้สะท้อนแค่ราคาของคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มสูงกว่า แต่สะท้อนถึงคุณภาพของคาร์บอนเครดิตด้วย ว่าคาร์บอนเครดิตที่ได้มีแหล่งที่มาที่พิสูจน์ได้ชัดเจน มีการดำเนินงานที่โปร่งใส คุณภาพของคาร์บอนเครดิตที่ดี ทำให้คาร์บอนเครดิตของ VERRA Scheme ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสามารถซื้อขายให้กับกลไกอื่น ๆ ได้ เช่น CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) หรือ กลไกชดเชยและการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการบินระหว่างประเทศ

หรือกล่าวได้ว่า CORSIA รับซื้อ คาร์บอนเครดิตที่ได้จากการขึ้นทะเบียนใน VERRA Scheme ในขณะที่คาร์บอนเครดิตที่ขึ้นทะเบียนภายใต้ T-VER Scheme ไม่สามารถซื้อขายกับ CORSIA ได้ เนื่องจากประเด็นด้านคุณภาพ และความเข้มงวดของหลักเกณฑ์ของ T-VER เอง

ปัจจุบัน อบก. เล็งเห็นถึงประเด็นด้านความเข้มงวดของหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนภายใต้ โครงการ T-VER จึงได้มีการพัฒนาความเข้มงวดของหลักเกณฑ์ให้เทียบเท่าระดับสากล โดยมีการทำ MOU กับ VERRA และพัฒนา Premium T-VER scheme เพื่อให้คาร์บอนเครดิตที่ได้จากการขึ้นทะเบียนสามารถแลกเปลี่ยนในระดับสากลได้ ซึ่งมีการเปิดตัวไปเมื่อ วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา และอยู่ในระหว่างการพัฒนา ด้วยความร่วมมือนี้จะเป็นการยกระดับคุณภาพของคาร์บอนเครดิตของโครงการในประเทศไทย

ทั้งนี้มีระยะเวลาการคิดคาร์บอนเครดิตของโครงการแต่ละประเภทจะต่างกัน โดยโครงการทั่วไปจะคิดเครดิตที่ 7 ปี และโครงการภาคป่าไม้จะมีการคิดคาร์บอนเครดิตที่ 10 ปี และสามารถต่ออายุได้

โดยจากข้อมูลของ World bank ในปี 2021 พบว่ามาตรฐานของ Verified Carbon Standard เป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 62 % ของปริมาณคาร์บอนเครดิตทั้งหมด โดยผู้ประกอบการที่สนใจจะพัฒนาโครงการตามมาตรฐานสากลเหล่านี้ สามารถติดต่อองค์กรมาตรฐานต่าง ๆ ได้โดยตรง

มีพื้นที่ปลูกต้นไม้จะขายคาร์บอนเครดิตได้อย่างไร?

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า คาร์บอนเครดิต คือกลไกสำคัญใหม่ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ที่กำลังเพิ่มมูลค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนหรือภาคเอกชน เพียงแค่มีที่ดินปลูกต้นไม้ ก็สามารถเข้าสู่ธุรกิจนี้ได้แล้ว โดยนำไม้มาคำนวณคาร์บอนเครดิต เพื่อขายในตลาดการค้าคาร์บอนเครดิต

ยกตัวอย่างเช่น  บริษัทหนึ่งจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ในพื้นที่หลายไร่ ลองคำนวณดูก่อนสัก 1 ไร่ เช่น 1 ไร่นี้มีต้นไม้กี่ต้นที่เป็นไม้ยืนต้น มีความสูงเท่าไหร่ กว้างเท่าไหร่ เส้นรอบวงเท่าไหร่ เป็นต้น แล้วส่งข้อมูลทั้งหมดนี้ให้กับ อบก.) คำนวณคาร์บอนเครดิตให้ รวมไปถึงขอใบรับรองด้วย ว่าเราได้คาร์บอนเครดิตจากไร่นี้เท่าไหร่ และเราจะขายได้เท่าไหร่ โดยมีใบรับรองจาก อบก.ว่าเราสามารถขายได้ เป็นต้น

สำหรับปัจจุบันมีไม้ยืนต้นที่สามารถเป็นหลักประกันได้ 58 ชนิด สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://gfms.gistda.or.th/node/127 

ประชาชนที่มีที่ดินและต้องการปลูกต้นไม้ สามารถขอรับกล้าไม้ได้ฟรีที่กรมป่าไม้ ดูรายละเอียดที่ https://www.forest.go.th/nursery/wheretogettree/

จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 65 ระบุว่ามีการจดทะเบียนนำต้นไม้มาเป็นหลักประกันทั้งสิ้น 146,282 ต้น เป็นจำนวนเงินค้ำประกัน 137,117,712  บาท โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว จากข้อมูลอัพเดตปี 2565 ซึ่งราคาคาร์บอนเครดิตได้ขยับตัวขึ้นสูงไปถึง 120 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และคาดว่าจะขยับตัวสูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ หากมีพื้นที่ปลูกต้นไม้อยู่แล้ว ถ้าอยากขายคาร์บอนเครดิตก็สามารถขายได้ด้วยการปลูกต้นไม้ ซึ่ง อบก. มีเกณฑ์ไว้สำหรับผู้ขายดังนี้

  1. ต้องมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป
  2. ต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  3. ต้องมีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนและจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ
  4. ต้องมีเงินในการจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก

หลังจากนั้นผู้ประเมินจะเข้าไปวัดขนาดความสูง ความกว้าง เส้นรอบวง ต่าง ๆ ของต้นไม้ และนำข้อมูลทั้งหมดให้ทาง อบก. เป็นผู้คำนวณ และออกใบรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สามารถขายได้ในระบบ T-VER ของ อบก. https://ghgreduction.tgo.or.th/th/ 

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันเพิ่มแหล่งกักเก็บและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ด้วยการส่งเสริมการปลูกป่าธรรมชาติ (ไม้โตช้า) และปลูกป่าเศรษฐกิจ (ไม้โตเร็ว) ในพื้นที่ป่าจำนวน 6 แสนไร่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า ขณะนี้มีภาคเอกชนแสดงเจตจำนงเพื่อขอเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนพื้นที่ป่าชายเลนและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม

โดยเงื่อนไขคือ ผู้ปลูกหรือภาคเอกชนจะได้คาร์บอนเครดิต 90 % และรัฐบาลจะได้คาร์บอนเครดิต 10 % ส่วนประชาชนในพื้นที่จะได้ประโยชน์จากการจ้างงานของภาคเอกชน เพื่อดูแลพื้นที่ป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ อยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศตามแผนการปฏิรูปประเทศเพื่อเพิ่มเติมบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตและกลไกการเงินที่จำเป็น การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขา คาดจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ภายในสิ้นปี 2565 หรือ ต้นปี 2566

สะท้อนให้เห็นว่า กลไกตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญของไทยที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น จากเป้าหมายในการปล่อยคาร์บอนเป็น 0 ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดเป็น 0 ในปี 2065  ดังนั้นภาครัฐต้องสนับสนุนและกระตุ้นให้องค์การก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เข้มแข็งในการดำเนินการ ส่งเสริมการประเมินคาร์บอน และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับ  ‘คาร์บอนเครดิต’ :

‘คาร์บอนเครดิต’ เครื่องมือการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม เมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกมุ่งสู่การทำธุรกิจที่ยั่งยืนด้วย ESG

ธุรกิจซื้อ-ขาย ‘คาร์บอนเครดิต’ กับการแก้วิกฤตโลกร้อน เส้นทางกลยุทธ์ธุรกิจบนถนนสาย Low Carbon และ ESG

ส่องอนาคต ‘Green Hydrogen’ แหล่งพลังงานใหม่ธุรกิจสีเขียว กุญแจสำคัญ สู่ Net Zero

ที่มา

http://carbonmarket.tgo.or.th/index.php?lang=TH&mod=Y29uY2VwdF9tYXJrZXQ=

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน

https://re-fti.org/carbon-credit-is/

สถาบันการจัดการการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

https://www.matichonweekly.com/publicize/article_536479

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน)

https://ghgreduction.tgo.or.th/th/about-tver/ask-answer-tver/item/2101-2019-01-03-03-17-38.html

https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-step/tver-carbon-trading-procedure.html

https://citly.me/4cVhw

https://gfms.gistda.or.th/node/127

https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/58551

https://www.thansettakij.com/business/trade-agriculture/542507

แอปฯTree Bank ธ.ก.ส. เก็บข้อมูลต้นไม้ “ประกันสินเชื่อ-ขายคาร์บอน”ลดโลกร้อน

https://projects.dmcr.go.th/miniprojects/192/home

https://www.facebook.com/tgo.or.th/posts/492744069561570

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ
คลิกหรือสายด่วน 1333