สศก. เคาะตัวเลข GDP เกษตรไตรมาส 2 GDP เกษตรพุ่ง 5.5%
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2568 (เมษายน – มิถุนายน) ขยายตัวถึงร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพืชผล เกษตรกรจึงมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง รวมทั้งมีการบำรุงดูแลและเฝ้าระวังโรคมากขึ้น ส่งผลให้สาขาพืชซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักขยายตัวได้ดี และส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังสาขาบริการทางการเกษตร ขณะที่สาขาประมงและสาขาป่าไม้ขยายตัวจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ส่วนสาขาปศุสัตว์มีทิศทางหดตัว สำหรับรายละเอียดการผลิตในแต่ละสาขา มีดังนี้ สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 7.9 สินค้าพืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ,สับปะรดปัตตาเวีย ,ปาล์มน้ำมัน ลำไย ,ทุเรียน ,มังคุด และเงาะ สินค้าพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ,อ้อยโรงงาน, ยางพารา สาขาปศุสัตว์ หดตัวร้อยละ 0.9 สุกรและไข่ไก่ มีผลผลิตลดลง ไก่เนื้อและน้ำนมดิบ มีการผลิตเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภคในประเทศและการส่งออก สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 1.3 โดยกุ้งขาวแวนนาไม มีผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนปลานิล ปลาดุก และสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ ผลผลิตลดลง สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.8 สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 0.6 โดยผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ และรังนก เพิ่มขึ้น ขณะที่ไม้ยางพารา และ ครั่ง ผลผลิตลดลง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0 – 3.0 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนที่มากขึ้น ประกอบกับมีการดำเนินนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตร รวมถึงปัจจัยภายนอก อาทิ ความขัดแย้งและสงครามการค้าระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา อาจทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย และส่งผลต่อเนื่องมายังปริมาณการผลิตและราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ