Skip to content

เวที ‘นวัตกรรมเครื่องสำอางไทย’ จุดประกายเปิดศักยภาพ From Lab to Shelf สู่ตลาดโลก

08 ต.ค. 2568 | 15:08น.
เวที ‘นวัตกรรมเครื่องสำอางไทย’ จุดประกายเปิดศักยภาพ From Lab to Shelf สู่ตลาดโลก
วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส เปิดเวที “นวัตกรรมเครื่องสำอางไทย” ดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลก จุดประกายเปิดศักยภาพ ป.โท–เอก พัฒนาวิจัยเชิงพาณิชย์ From Lab to Shelf สู่ตลาดโลก
วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม” เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติจริงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
เชิญ ศ.ดร.ภญ.มาลิน อังสุรังสี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสแอนด์เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ S&J ผู้ผลิตเครื่องสำอาง ชั้นนำของประเทศภายใต้เครือสหพัฒน์มาร่วมบรรยายและแบ่งปันองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องสำอางด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ทั้งในด้านกระบวนการคิด วิจัย และการประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม โดยมีคณาจารย์และนักศึกษาที่ต้องการพัฒนาศักยภาพให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ ณ อาคาร 2 ห้อง 254 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  และผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาติ เปิดเผยว่า การบรรยายครั้งนี้มุ่งเน้น “คนทำได้จริงเป็นรูปธรรม” โดยถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากกรณีตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจเครื่องสำอางไทยที่เติบโตด้วยงานวิจัยและพัฒนา S&J อย่างเป็นระบบ จากยอดขาย 600 ล้านบาท สู่กว่า 5,000 ล้านบาทในปัจจุบัน
ด้วยกลยุทธ์ “From Lab to Shelf” หรือ “จากห้องแล็บสู่ชั้นวางสินค้า” ที่เน้นพัฒนาสูตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัย คงตัว และตอบโจทย์ผู้บริโภค ก่อนขยายสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม
“สาระสำคัญของการบรรยายคือ การพัฒนานวัตกรรมต้องเริ่มจาก “ความต้องการของตลาด (Market-Driven)” แล้วออกแบบส่วนผสมและเทคโนโลยีให้เหมาะสม โดยเฉพาะการต่อยอด “สมุนไพรไทย” ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าสารสกัดสากล เช่น สารสกัดจากข้าวแดงป้องกันแสงยูวีและบำรุงผิว วิตามินซี หรือมอยส์เจอไรเซอร์จากพืช ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและอัตลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์ไทย
“โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี นาโนเอนแคปซูเลชัน (Nano-Encapsulation) เพื่อเพิ่มการซึมผ่านผิวอย่างปลอดภัยและมีความคงตัวสูง และ Transformation Technology ที่เปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องเปลี่ยนสูตร เช่น ลิปใสที่เปลี่ยนสีเมื่อสัมผัสริมฝีปาก บาธบอมบ์กลีบดอกไม้แห้ง หรือครีม–เจลที่เปลี่ยนเนื้อสัมผัสขณะใช้ เพิ่มทั้ง “คุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value)” และจุดขายเชิงตลาด อีกหนึ่งแนวคิดใหม่คือการใช้ AI จัดการคลังข้อมูลการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ประสบผลสำเร็จทางการตลาดมาแล้วเพื่อประโยชน์ในการออกแบบสูตรเฉพาะบุคคล (Personalized Cosmetics) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะผู้ใช้ คล้ายการผสมสูตรเรียลไทม์ในร้านค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ “T-Beauty” ที่นำความเป็นไทยและสมุนไพรไทยไปสร้างเอกลักษณ์เชิงนวัตกรรมในระดับโลก” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว
รศ.ดร.สุรพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อให้ผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาแปลงเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ “ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ขึ้นหิ้ง” ดังนั้นความร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพสูง เช่น S&J จะช่วยให้นักศึกษาได้ลงมือทำวิจัยร่วมในสถานประกอบการจริง เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถขึ้นทะเบียนและวางจำหน่ายได้จริงในอนาคต
อย่างไรก็ตามวิทยาลัยยังเตรียมขยายความร่วมมือกับสาธารณรัฐเกาหลีด้านเทคโนโลยีเครื่องสำอางและการแพทย์ดั้งเดิม โดยอยู่ระหว่างการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนาสูตรเครื่องสำอางจาก “สมุนไพรไทย” ด้วยเทคโนโลยีของเกาหลี คาดว่าจะเปิดตัวโครงการวิจัยร่วมชุดแรกในเร็ว ๆ นี้ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้เชิงลึกและวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางเพื่อความงามของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก
ด้าน อาจารย์พิชญะดา บุญทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ปริญญาตรี) วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ซึ่งจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางมาโดยตรงและมีประสบการณ์ทำงานในบริษัท OEM ด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง กล่าวภายหลังเข้าฟังการบรรยาย ว่า
อุตสาหกรรมเครื่องสำอางเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วและยังคงขยายตัวต่อเนื่อง มีผู้ประกอบการหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก เนื่องจาก “เครื่องสำอางเป็นสิ่งที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน” แตกต่างจากยา ซึ่งมักใช้เฉพาะเมื่อเจ็บป่วย แต่ผลิตภัณฑ์ความงามกลับเกี่ยวข้องกับการดูแลตนเองตั้งแต่เช้าจนถึงก่อนนอน จึงเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงและมีโอกาสเติบโตได้อย่างไม่สิ้นสุด
อาจารย์พิชญะดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่นักศึกษาได้รับจากการบรรยายในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความรู้เชิงเทคนิคแล้วยังได้แรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ในการเป็น “นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางรุ่นใหม่” ที่ต้องผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจในตลาดโลก ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการทดลองในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การออกแบบสูตร ไปจนถึงการทดสอบคุณภาพและประสบการณ์ใช้งานจริงของผู้บริโภค
“สำหรับผู้ที่เป็นผู้ประกอบการหรือมีธุรกิจเครื่องสำอางอยู่แล้ว ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปพัฒนาศักยภาพต่อยอดได้จริง โดยเฉพาะในการสร้าง ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (Innovative Products) ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้วยการประยุกต์เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่เข้ากับแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตน” อาจารย์พิชญะดา กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดเครื่องสำอาง