เที่ยวหุบเขาหินแดงแห่งส่านซี ‘หงสือเซีย’ สเตตัสบนหน้าผา ที่มีมาเกือบพันปี
หน้าผาสีแดงน้ำตาลตั้งขนาบสายน้ำที่ไหลผ่านช่องเขา บนผิวหินมีตัวอักษรจีนสลักอยู่เป็นกลุ่ม บางชุดกินพื้นที่กว้างจนมองเห็นได้จากอีกฝั่ง บางชุดต้องเดินเข้าไปใกล้จึงจะเห็นรายละเอียดของเส้นอักษร ระหว่างข้อความเหล่านั้นมีช่องถ้ำ ทางเดิน และสิ่งปลูกสร้างแทรกตัวอยู่ตามแนวผา

นี่คือ ‘หงสือเซีย’ หรือ ‘หุบเขาหินแดง’ ทางตอนเหนือของเมืองอวี๋หลิน มณฑลส่านซี ประเทศจีน ที่ซึ่งสายน้ำไหลผ่านหน้าผาสีแดง และตัวอักษรที่สลักบนผิวหินบันทึกเรื่องราวของผู้คนหลายยุคสมัย
สำหรับผู้เดินทางที่คุ้นกับภาพส่านซีผ่านกองทัพทหารดินเผาแห่งซีอาน หงสือเซียเปิดให้รู้จักประวัติศาสตร์อีกด้านของมณฑล ด้านที่เกี่ยวข้องกับเมืองชายแดน ศาสนสถาน แม่ทัพ ขุนนาง และนักอักษรศิลป์ ซึ่งต่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้ในคนละช่วงเวลา

สายน้ำ ช่องถ้ำ และผาแดง
การเดินผ่านช่องเขาทำให้สายตาต้องเปลี่ยนระดับอยู่ตลอดเวลา เบื้องล่างเป็นทางน้ำและพื้นที่ริมตลิ่ง ไหลผ่านทะเลทราย ส่วนด้านข้างเป็นผนังหินที่มีทั้งร่องรอยตามธรรมชาติและรอยสกัดจากฝีมือมนุษย์
เมื่อมองจากระยะไกล ช่องถ้ำดูคล้ายช่องเปิดขนาดเล็กบนหน้าผา แต่เมื่อเดินเข้าใกล้จึงเริ่มเห็นว่ามีการจัดพื้นที่ให้คนเข้าไปใช้งาน มีทางเชื่อมระหว่างส่วนต่าง ๆ และมีองค์ประกอบของศาสนสถานอยู่ร่วมกับเนื้อหิน

ภูมิประเทศเป็นเงื่อนไขสำคัญของการก่อสร้าง ผู้สร้างต้องใช้พื้นที่ที่มีอยู่ตามแนวผา กำหนดตำแหน่งทางเข้า และเชื่อมช่องถ้ำเข้ากับทางเดินภายนอก การเที่ยวชมแต่ละจุดจึงช่วยให้เห็นว่าผู้คนดัดแปลงพื้นที่ธรรมชาติให้รองรับกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างไร
ภายในช่องถ้ำ แสงจากปากทางเข้าทำให้พื้นที่ใกล้ด้านนอกสว่างกว่าส่วนลึก ผนังหินกลายเป็นทั้งขอบเขตของห้องและส่วนประกอบของอาคาร เมื่อหันกลับมองออกไป ภูมิประเทศที่เพิ่งเดินผ่านก็ปรากฏอยู่ในกรอบช่องเปิดอีกครั้ง

ชื่อวัดเปลี่ยนตามยุคสมัย
ประวัติของหงสือเซียต้องอ่านแยกเป็นหลายช่วง เพราะศาสนสถาน ถ้ำ และจารึกที่อยู่ร่วมกันแต่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด




เหล่าโบราณวัตถุหงสือเซีย อ้างถึงศิลาจารึกสมัยหมิง พื้นที่แห่งนี้เคยมีศาสนสถานชื่อ ‘หงซานซื่อ’ หรือวัดภูเขาแดงในสมัยซ่ง–หยวน แต่ต่อมาได้รับการขยับขยายในสมัยราชวงศ์หมิงโดยอวี๋จื่อจวิ้น ข้าหลวงผู้ดูแลเขตเหยียนสุย และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เจิ้นหย่วนซื่อ’ ในสมัยราชวงศ์ชิง
ลำดับดังกล่าวทำให้เห็นว่าหงสือเซียผ่านทั้งการใช้งาน การขยาย และการเปลี่ยนชื่อ ประวัติของสถานที่จึงยาวนานกว่าศาสนสถานในยุคใดยุคหนึ่ง
สำหรับผู้มาเยือน ชื่อที่เปลี่ยนไปอาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่ในทางประวัติศาสตร์ ชื่อเหล่านี้ช่วยติดตามว่าผู้คนแต่ละสมัยรู้จักและจัดการพื้นที่อย่างไร รวมถึงช่วยแยกเรื่องเล่าที่มักถูกรวมไว้ภายใต้คำกว้าง ๆ ว่า ‘วัดโบราณ’
เช่นเดียวกับกลุ่มถ้ำบนหน้าผา การระบุหน้าที่ของถ้ำแต่ละแห่งจำเป็นต้องอาศัยป้ายประจำจุดและหลักฐานประกอบ จึงควรเรียกรวมว่า ‘ถ้ำศาสนสถาน’ จนกว่าจะยืนยันได้ว่าช่องใดใช้เก็บคัมภีร์ ประดิษฐานพระพุทธรูป หรือประกอบกิจกรรมประเภทใดโดยเฉพาะ
เบื้องหน้าผาคือกระดาษหนังสือ
สิ่งที่ทำให้หงสือเซียโดดเด่นคือกลุ่มอักษรจารึกตามแนวหน้าผาสองฝั่ง บริเวณนี้มีข้อความและอักษรจารึกมากกว่า 160 แห่ง ครอบคลุมทั้งบนหน้าผา ช่องถ้ำ ผนังอาคาร และแผ่นศิลา อีกทั้งยังมีจารึกภาษามองโกลอยู่ด้วย

ตัวอักษรมีทั้งขนาดใหญ่ที่มองเห็นแต่ไกลและข้อความขนาดเล็ก รูปแบบอักษรหลากหลาย ตั้งแต่อักษรตราประทับ อักษรเสมียน อักษรบรรจง ไปจนถึงอักษรกึ่งหวัดและอักษรหวัด ความต่างของเส้นและการจัดวางทำให้ผิวหน้าผามีรายละเอียดให้ติดตามตลอดทาง
ผู้ที่อ่านภาษาจีนได้อาจหยุดอยู่กับความหมายของข้อความ ส่วนผู้ที่อ่านไม่ได้ทั้งหมด ยังสามารถมองเห็นความแตกต่างของขนาด น้ำหนักเส้น และพื้นที่ที่ผู้เขียนเลือกใช้
บางข้อความวางตัวเด่นบนผนังหินกว้าง ขณะที่บางข้อความอยู่รวมกันในพื้นที่จำกัด พอได้เดินชมจึงมีจังหวะคล้ายกับได้เปิดอ่านหนังสือที่หน้ากระดาษแต่ละหน้ามีขนาดไม่เท่ากัน และต้องใช้ระยะมองต่างกัน

หากมองว่าความงามของลายเส้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่จารึกเหล่านี้เก็บรักษาไว้ อีกส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นความคิดและบริบทของผู้ฝากข้อความ
สารจากชายแดน
หงสือเซียเป็นจุดที่แม่ทัพ ขุนนาง และผู้มีความรู้ซึ่งเดินทางมาถึงอวี๋หลินใช้ฝากถ้อยคำไว้ เนื้อหามีทั้งการชื่นชมภูมิประเทศ การกล่าวถึงความสำคัญทางทหาร และข้อความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างกลุ่ม
การอ่านจารึกจึงต้องมองควบคู่กันทั้งข้อความ ผู้เขียน และช่วงเวลาที่สร้าง เพราะคำชื่นชมภูเขาหรือถ้อยคำเกี่ยวกับชายแดนอาจมีความหมายเฉพาะต่อผู้ที่กำลังรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ขณะนั้น
หน้าผาเดียวกันจึงรองรับทั้งความชื่นชมธรรมชาติ ความภาคภูมิใจในหน้าที่ และความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันตามยุคสมัย
จุดนี้ทำให้หงสือเซียมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อวี๋หลิน ผู้คนที่เคยอยู่ในเมืองไม่ได้เหลือเพียงชื่อในเอกสาร แต่ยังทิ้งข้อความไว้ในภูมิประเทศที่พวกเขาเคยมองเห็นด้วย
ถึงกระนั้น จารึกก็เป็นเสียงของผู้ที่มีโอกาสและทรัพยากรฝากข้อความไว้ การทำความเข้าใจชีวิตชายแดนให้รอบด้านยังต้องอ่านร่วมกับหลักฐานประเภทอื่น เพื่อให้เห็นชีวิตของพ่อค้า ช่าง แรงงาน และชาวบ้านที่อาจไม่ได้มีชื่อปรากฏบนหน้าผา
ธรรมชาติที่ต้องดูแลพร้อมตัวอักษร
เสน่ห์ของจารึกกลางแจ้งอยู่ที่การได้เห็นงานในตำแหน่งจริง ตัวอักษรมีความสัมพันธ์กับขนาดของหน้าผา แสง และระยะที่ผู้ชมยืนอยู่ รายละเอียดเหล่านี้เปลี่ยนไปเมื่อเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง
แต่การอยู่กลางแจ้งก็หมายถึงการเผชิญลม น้ำ และความเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างต่อเนื่อง การดูแลสถานที่จึงต้องคำนึงถึงทั้งเนื้อหิน งานสลัก ทางเดิน และการเข้าชมของผู้คน
สำหรับนักเดินทาง การหยุดดูโดยเว้นระยะและปฏิบัติตามข้อกำหนดของพื้นที่ ช่วยให้การชมรายละเอียดเกิดขึ้นพร้อมกับการรักษาหลักฐานที่เหลืออยู่ เพราะเส้นอักษรแต่ละเส้นมีข้อมูลที่การถ่ายภาพหรือการคัดลอกอาจเก็บได้ไม่ครบทั้งหมด
เมื่อเดินกลับออกจากช่องเขา ภาพที่จำได้จึงมีทั้งหน้าผาสีแดง ช่องถ้ำ และตัวอักษรที่เรียงอยู่เหนือสายน้ำ แต่สิ่งที่ติดตามออกมาด้วยคือคำถามเกี่ยวกับผู้คนที่เคยมาถึงก่อนเรา
หงสือเซียทำให้ประวัติศาสตร์ชายแดนอวี๋หลินมีรายละเอียดมากขึ้น จากเรื่องของป้อมและแนวกำแพง ไปถึงศาสนสถาน การจัดการพื้นที่ และถ้อยคำของผู้คนหลายสมัยที่ยังอ่านได้บนหน้าผาเดียวกันจนถึงวันนี้