เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
Finance กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
คปภ. เร่งช่วยเหยื่อน้ำท่วมภูเก็ต ชี้ช่องรับเงินประกัน 1 หมื่นบาท ตามเงื่อนไข
Finance คปภ. เร่งช่วยเหยื่อน้ำท่วมภูเก็ต ชี้ช่องรับเงินประกัน 1 หมื่นบาท ตามเงื่อนไข
ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
เริ่มแล้วออกแบบ 5 พื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ ‘สวนสาธารณประโยชน์แห่งอนาคต เกาะรัตนโกสินทร์’
Real Estate เริ่มแล้วออกแบบ 5 พื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ ‘สวนสาธารณประโยชน์แห่งอนาคต เกาะรัตนโกสินทร์’
‘ชัชชาติ’ ยื่นสภา กทม. ขอใช้เงินสะสมจ่ายขาด 1,139 ล้าน เร่งเยียวยา-ฟื้นฟูน้ำท่วม
Politics ‘ชัชชาติ’ ยื่นสภา กทม. ขอใช้เงินสะสมจ่ายขาด 1,139 ล้าน เร่งเยียวยา-ฟื้นฟูน้ำท่วม
จบเกมซื้อคืน ROH? ผู้ถือหน่วย GROREIT โหวตคว่ำดีล 4,873 ล้าน ไฟเขียวขายรายใหม่ 5,300 ล้าน
Finance จบเกมซื้อคืน ROH? ผู้ถือหน่วย GROREIT โหวตคว่ำดีล 4,873 ล้าน ไฟเขียวขายรายใหม่ 5,300 ล้าน
AP เปิดศึกแคมปัสคอนโด ทุ่มซื้อที่ดิน 3 ไร่ ติดถนนงามวงศ์วานขึ้นคอนโดใหม่ “ไลฟ์ เกษตร”
Real Estate AP เปิดศึกแคมปัสคอนโด ทุ่มซื้อที่ดิน 3 ไร่ ติดถนนงามวงศ์วานขึ้นคอนโดใหม่ “ไลฟ์ เกษตร”
Grab ยกระดับ ‘เศรษฐกิจวัฒนธรรม’ ดันสินค้า CPOT ขึ้นขายบน GrabMart
Business Grab ยกระดับ ‘เศรษฐกิจวัฒนธรรม’ ดันสินค้า CPOT ขึ้นขายบน GrabMart
สันติธาร : โลกได้อะไรจากเรา แล้วเราได้อะไรจากโลก ? โจทย์ใหญ่ ผ่านเวที IMF–World Bank
Finance สันติธาร : โลกได้อะไรจากเรา แล้วเราได้อะไรจากโลก ? โจทย์ใหญ่ ผ่านเวที IMF–World Bank
iPhone Duo vs Samsung ศึกชิงผู้นำสมาร์ทโฟน ‘จอพับ’ วัดพลังอีโคซิสเต็ม-เกมการตลาด
Tech iPhone Duo vs Samsung ศึกชิงผู้นำสมาร์ทโฟน ‘จอพับ’ วัดพลังอีโคซิสเต็ม-เกมการตลาด
ดูทั้งหมด

เที่ยวหุบเขาหินแดงแห่งส่านซี ‘หงสือเซีย’ สเตตัสบนหน้าผา ที่มีมาเกือบพันปี

27 ต.ค. 2569 | 11:55น.

หน้าผาสีแดงน้ำตาลตั้งขนาบสายน้ำที่ไหลผ่านช่องเขา บนผิวหินมีตัวอักษรจีนสลักอยู่เป็นกลุ่ม บางชุดกินพื้นที่กว้างจนมองเห็นได้จากอีกฝั่ง บางชุดต้องเดินเข้าไปใกล้จึงจะเห็นรายละเอียดของเส้นอักษร ระหว่างข้อความเหล่านั้นมีช่องถ้ำ ทางเดิน และสิ่งปลูกสร้างแทรกตัวอยู่ตามแนวผา

นี่คือ ‘หงสือเซีย’ หรือ ‘หุบเขาหินแดง’ ทางตอนเหนือของเมืองอวี๋หลิน มณฑลส่านซี ประเทศจีน ที่ซึ่งสายน้ำไหลผ่านหน้าผาสีแดง และตัวอักษรที่สลักบนผิวหินบันทึกเรื่องราวของผู้คนหลายยุคสมัย

สำหรับผู้เดินทางที่คุ้นกับภาพส่านซีผ่านกองทัพทหารดินเผาแห่งซีอาน หงสือเซียเปิดให้รู้จักประวัติศาสตร์อีกด้านของมณฑล ด้านที่เกี่ยวข้องกับเมืองชายแดน ศาสนสถาน แม่ทัพ ขุนนาง และนักอักษรศิลป์ ซึ่งต่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้ในคนละช่วงเวลา

สายน้ำ ช่องถ้ำ และผาแดง

การเดินผ่านช่องเขาทำให้สายตาต้องเปลี่ยนระดับอยู่ตลอดเวลา เบื้องล่างเป็นทางน้ำและพื้นที่ริมตลิ่ง ไหลผ่านทะเลทราย ส่วนด้านข้างเป็นผนังหินที่มีทั้งร่องรอยตามธรรมชาติและรอยสกัดจากฝีมือมนุษย์

เมื่อมองจากระยะไกล ช่องถ้ำดูคล้ายช่องเปิดขนาดเล็กบนหน้าผา แต่เมื่อเดินเข้าใกล้จึงเริ่มเห็นว่ามีการจัดพื้นที่ให้คนเข้าไปใช้งาน มีทางเชื่อมระหว่างส่วนต่าง ๆ และมีองค์ประกอบของศาสนสถานอยู่ร่วมกับเนื้อหิน

ภูมิประเทศเป็นเงื่อนไขสำคัญของการก่อสร้าง ผู้สร้างต้องใช้พื้นที่ที่มีอยู่ตามแนวผา กำหนดตำแหน่งทางเข้า และเชื่อมช่องถ้ำเข้ากับทางเดินภายนอก การเที่ยวชมแต่ละจุดจึงช่วยให้เห็นว่าผู้คนดัดแปลงพื้นที่ธรรมชาติให้รองรับกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างไร

ภายในช่องถ้ำ แสงจากปากทางเข้าทำให้พื้นที่ใกล้ด้านนอกสว่างกว่าส่วนลึก ผนังหินกลายเป็นทั้งขอบเขตของห้องและส่วนประกอบของอาคาร เมื่อหันกลับมองออกไป ภูมิประเทศที่เพิ่งเดินผ่านก็ปรากฏอยู่ในกรอบช่องเปิดอีกครั้ง

ชื่อวัดเปลี่ยนตามยุคสมัย

ประวัติของหงสือเซียต้องอ่านแยกเป็นหลายช่วง เพราะศาสนสถาน ถ้ำ และจารึกที่อยู่ร่วมกันแต่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด

เหล่าโบราณวัตถุหงสือเซีย อ้างถึงศิลาจารึกสมัยหมิง พื้นที่แห่งนี้เคยมีศาสนสถานชื่อ ‘หงซานซื่อ’ หรือวัดภูเขาแดงในสมัยซ่ง–หยวน แต่ต่อมาได้รับการขยับขยายในสมัยราชวงศ์หมิงโดยอวี๋จื่อจวิ้น ข้าหลวงผู้ดูแลเขตเหยียนสุย และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เจิ้นหย่วนซื่อ’ ในสมัยราชวงศ์ชิง

ลำดับดังกล่าวทำให้เห็นว่าหงสือเซียผ่านทั้งการใช้งาน การขยาย และการเปลี่ยนชื่อ ประวัติของสถานที่จึงยาวนานกว่าศาสนสถานในยุคใดยุคหนึ่ง

สำหรับผู้มาเยือน ชื่อที่เปลี่ยนไปอาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่ในทางประวัติศาสตร์ ชื่อเหล่านี้ช่วยติดตามว่าผู้คนแต่ละสมัยรู้จักและจัดการพื้นที่อย่างไร รวมถึงช่วยแยกเรื่องเล่าที่มักถูกรวมไว้ภายใต้คำกว้าง ๆ ว่า ‘วัดโบราณ’

เช่นเดียวกับกลุ่มถ้ำบนหน้าผา การระบุหน้าที่ของถ้ำแต่ละแห่งจำเป็นต้องอาศัยป้ายประจำจุดและหลักฐานประกอบ จึงควรเรียกรวมว่า ‘ถ้ำศาสนสถาน’ จนกว่าจะยืนยันได้ว่าช่องใดใช้เก็บคัมภีร์ ประดิษฐานพระพุทธรูป หรือประกอบกิจกรรมประเภทใดโดยเฉพาะ

เบื้องหน้าผาคือกระดาษหนังสือ

สิ่งที่ทำให้หงสือเซียโดดเด่นคือกลุ่มอักษรจารึกตามแนวหน้าผาสองฝั่ง บริเวณนี้มีข้อความและอักษรจารึกมากกว่า 160 แห่ง ครอบคลุมทั้งบนหน้าผา ช่องถ้ำ ผนังอาคาร และแผ่นศิลา อีกทั้งยังมีจารึกภาษามองโกลอยู่ด้วย

ตัวอักษรมีทั้งขนาดใหญ่ที่มองเห็นแต่ไกลและข้อความขนาดเล็ก รูปแบบอักษรหลากหลาย ตั้งแต่อักษรตราประทับ อักษรเสมียน อักษรบรรจง ไปจนถึงอักษรกึ่งหวัดและอักษรหวัด ความต่างของเส้นและการจัดวางทำให้ผิวหน้าผามีรายละเอียดให้ติดตามตลอดทาง

ผู้ที่อ่านภาษาจีนได้อาจหยุดอยู่กับความหมายของข้อความ ส่วนผู้ที่อ่านไม่ได้ทั้งหมด ยังสามารถมองเห็นความแตกต่างของขนาด น้ำหนักเส้น และพื้นที่ที่ผู้เขียนเลือกใช้

บางข้อความวางตัวเด่นบนผนังหินกว้าง ขณะที่บางข้อความอยู่รวมกันในพื้นที่จำกัด พอได้เดินชมจึงมีจังหวะคล้ายกับได้เปิดอ่านหนังสือที่หน้ากระดาษแต่ละหน้ามีขนาดไม่เท่ากัน และต้องใช้ระยะมองต่างกัน

หากมองว่าความงามของลายเส้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่จารึกเหล่านี้เก็บรักษาไว้ อีกส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นความคิดและบริบทของผู้ฝากข้อความ

สารจากชายแดน

หงสือเซียเป็นจุดที่แม่ทัพ ขุนนาง และผู้มีความรู้ซึ่งเดินทางมาถึงอวี๋หลินใช้ฝากถ้อยคำไว้ เนื้อหามีทั้งการชื่นชมภูมิประเทศ การกล่าวถึงความสำคัญทางทหาร และข้อความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างกลุ่ม

การอ่านจารึกจึงต้องมองควบคู่กันทั้งข้อความ ผู้เขียน และช่วงเวลาที่สร้าง เพราะคำชื่นชมภูเขาหรือถ้อยคำเกี่ยวกับชายแดนอาจมีความหมายเฉพาะต่อผู้ที่กำลังรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ขณะนั้น

หน้าผาเดียวกันจึงรองรับทั้งความชื่นชมธรรมชาติ ความภาคภูมิใจในหน้าที่ และความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันตามยุคสมัย

จุดนี้ทำให้หงสือเซียมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อวี๋หลิน ผู้คนที่เคยอยู่ในเมืองไม่ได้เหลือเพียงชื่อในเอกสาร แต่ยังทิ้งข้อความไว้ในภูมิประเทศที่พวกเขาเคยมองเห็นด้วย

ถึงกระนั้น จารึกก็เป็นเสียงของผู้ที่มีโอกาสและทรัพยากรฝากข้อความไว้ การทำความเข้าใจชีวิตชายแดนให้รอบด้านยังต้องอ่านร่วมกับหลักฐานประเภทอื่น เพื่อให้เห็นชีวิตของพ่อค้า ช่าง แรงงาน และชาวบ้านที่อาจไม่ได้มีชื่อปรากฏบนหน้าผา

ธรรมชาติที่ต้องดูแลพร้อมตัวอักษร

เสน่ห์ของจารึกกลางแจ้งอยู่ที่การได้เห็นงานในตำแหน่งจริง ตัวอักษรมีความสัมพันธ์กับขนาดของหน้าผา แสง และระยะที่ผู้ชมยืนอยู่ รายละเอียดเหล่านี้เปลี่ยนไปเมื่อเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

แต่การอยู่กลางแจ้งก็หมายถึงการเผชิญลม น้ำ และความเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างต่อเนื่อง การดูแลสถานที่จึงต้องคำนึงถึงทั้งเนื้อหิน งานสลัก ทางเดิน และการเข้าชมของผู้คน

สำหรับนักเดินทาง การหยุดดูโดยเว้นระยะและปฏิบัติตามข้อกำหนดของพื้นที่ ช่วยให้การชมรายละเอียดเกิดขึ้นพร้อมกับการรักษาหลักฐานที่เหลืออยู่ เพราะเส้นอักษรแต่ละเส้นมีข้อมูลที่การถ่ายภาพหรือการคัดลอกอาจเก็บได้ไม่ครบทั้งหมด

เมื่อเดินกลับออกจากช่องเขา ภาพที่จำได้จึงมีทั้งหน้าผาสีแดง ช่องถ้ำ และตัวอักษรที่เรียงอยู่เหนือสายน้ำ แต่สิ่งที่ติดตามออกมาด้วยคือคำถามเกี่ยวกับผู้คนที่เคยมาถึงก่อนเรา

หงสือเซียทำให้ประวัติศาสตร์ชายแดนอวี๋หลินมีรายละเอียดมากขึ้น จากเรื่องของป้อมและแนวกำแพง ไปถึงศาสนสถาน การจัดการพื้นที่ และถ้อยคำของผู้คนหลายสมัยที่ยังอ่านได้บนหน้าผาเดียวกันจนถึงวันนี้