เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พลเอกฉัตรชัย ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เปิดการประชุมสมัชชาประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 จ.สตูล

29 ม.ค. 2563 | 10:53น.

พลเอกฉัตรชัย ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เปิดการประชุมสมัชชาประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 จ.สตูล หวังระดมแนวคิดชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อหารือในการผลักดันทำการประมงอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องห่วงใบเหลือง IUU

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เป็นประธาน เปิดการประชุมสมัชชาประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 27 ถึง 29 มกราคม 2563 สวนสาธารณะหาดราไว ตำบลขอนคลาน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล โดยมีนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง นาย
วีรนันทน์ เพ็งจันทน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ตลอดจน นายสะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านฯ และ สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมสตรีประมงพื้นบ้านภาคใต้ 22 จังหวัด รวม 51 องค์กร เข้าร่วม เพื่อเปิดเวทีให้ชาวประมงพื้นบ้านทั่วประเทศ ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการประกอบอาชีพ และร่วมหารือแนวทางการจัดการทรัพยากรประมง รวมถึงปัญหาการทำการประมงที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ โดยครั้งนี้มีชาวประมงพื้นบ้านผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกว่า 300 คน

https://www.youtube.com/watch?v=1k1-3iBnr94&t=2s

ทั้งนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวว่า แม้ทางสหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองของภาคประมงไทย เพื่อแสดงการยอมรับต่อความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ (IUU) ของไทยก็ตาม แต่การปลดใบเหลืองไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถือเป็นการเริ่มต้น เพราะเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้นเอง ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นและให้เกิดกับประเทศไทยคือ การทำประมงอย่างยั่งยืน ซึ่งย้ำมาตลอดว่าหากทำประมงอย่างยั่งยืนได้ใบเหลืองจะหายไปเองโดยธรรมชาติ ทรัพยากรจะดีขึ้นทุกอย่าง ขณะเดียวกันอยากเห็นการทำประมงพื้นบ้านบนความภาคภูมิใจ ในอาชีพที่มีเกียรติ และเดินออกไปที่ไหนก็ได้ ไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายเป็นคนไม่ดี มีเรือเถื่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้บั่นทอนความรู้สึกของชาวประมง

พลเอกฉัตรชัยยังเน้นย้ำ ให้ประมงพื้นบ้านได้ร่วมกันทำให้เกิดขึ้นคือ (1) การขึ้นทะเบียนประมงพื้นบ้าน เวลามีปัญหา รัฐบาลจะได้นำข้อมูลที่ถูกต้องมาช่วยเหลือได้ (2) การขึ้นทะเบียน อัตลักษณ์เรือประมงพื้นบ้านขอให้มาขึ้นทะเบียนให้หมด (3) เมื่อทุกจังหวัดรวมตัวกัน สิ่งที่อยากฝากไว้คือการกำหนดกติกาและการรักษากติกา (4) ขอให้สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสร้างความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง (5) อยากเห็นประมงพื้นบ้านมีที่ยืนบนเวทีสาธารณะทั้งในและต่างประเทศ ประกาศให้โลกได้เห็นว่าเราเป็นประมงที่ถูกกฎหมายและรักษาสิ่งแวดล้อม

วันนี้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับปลาได้ตัวโตขึ้น ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ของเราตัวใหญ่ขึ้น หลายชนิดหายไปจากท้องทะเลของเรา วันนี้กลับมาแล้ว เช่น ฉลามวาฬ โลมา เต่าทะเล สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ได้กลับมาแล้ว ซึ่ง ปี 2560 เราจับได้สัตว์น้ำ 124,654 ตัน ต่อมาอีก 2 ปีในปี 2562 เราจับได้ 126,451 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบ 2 พันตัน (1,887 ตัน) แสดงว่าทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันหมด ดังนั้นสิ่งที่สำคัญภาครัฐต้องเข้าไปช่วยด้วย เพราะเมื่อทะเลไทยสมบูรณ์ คนที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะชาวประมงเท่านั้นทุกคนทั่วประเทศไทยก็ได้รับอานิสงส์ด้วย

จากนั้น คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เดินทางต่อไปยังศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-แจ้งออกเรือประมง (PI-PO) เพื่อติดตามการดำเนินการ รวมทั้งแนะนำการปฏิบัติงานของหน่วยงานในศูนย์ไม่ให้เกิดปัญหาจากการตรวจสอบของ IUU ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้ วุฒิสภามีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยทราบว่า ปัจจุบัน มีเรือประมงพื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องแล้ว 55,074 ลำ แต่มีจำนวนชาวประมงที่มาขึ้นทะเบียน 38,456 คน เท่ากับยังมีชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือ แต่ไม่มาขึ้นทะเบียนชาวประมงพื้นบ้านอีก 16,615 คน จึงอยากขอให้ประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงมาขึ้นทะเบียน เพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวประมงเอง ขณะเดียวกัน ยังเน้นย้ำ PIPO เป็นหน่วยที่มีความสำคัญในกลไก การติดตาม ควบคุม เฝ้าระวัง การทำประมง จึงควรมีแผนพัฒนาศักยภาพศูนย์ PIPO อย่างต่อเนื่อง ใช้เทคโนโลยีช่วยทำงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำงาน และทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการลาดตระเวนทางทะเล เพิ่มความถี่ในการตรวจ เพื่อเป็นการป้องปราม และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องชาวประมง เพื่อนำไปสู่จุดมุงหมายเดียวกัน คือการทำประมงอย่างยั่งยืน และไม่ต้องห่วงเรื่องเรื่องโครงการขนาดใหญ่ อย่างโครงการถ้าเทียบเรือปากบารา โดยจะยึดหลักพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะทำอย่างหนึ่งต้องไม่ไปเพิ่มปัญหาอีกอย่างหนึ่ง เป็นหลัก