เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“คลองไทย” ยุทธศาสตร์ชาตินำไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง สร้างรายได้ 4 ล้านล้าน

10 ก.พ. 2563 | 14:56น.

​เวทีเสวนา “คลองไทย คุ้มค่าต่อประเทศไทยหรือไม่” ร่วมกับวุฒิสภา ได้รับการจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่มา เป็นการระดมสมองของบุคลากรระดับชั้นนำของประเทศ เพื่อตอบคำถามว่า คลองไทย คุ้มค่าหรือไม่ ? ซึ่งเป็นการรวบรวม และรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำเสนอหัวข้อการศึกษา โครงการคลองไทย ต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาโครงการคลองไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อไป

ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง มองว่า ไม่เพียงแต่การขุดคลองไทย จะเป็นการกระตุ้นจีดีพีของประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้แล้ว ผลประโยชน์ ที่ได้จากคลองไทย ก็ยังจะช่วยเสริมยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงด้วย

โดยในยุทธศาสตร์ด้านเกษตรกรรม คลองไทยจะเป็นประตูที่นำสินค้าภาคการเกษตรของไทยและเพื่อนบ้านออกสู่ตลาดโลกได้สะดวกมากขึ้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านศักยภาพการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม โดยโครงการต่าง ๆ ที่จะตามมา เช่น นิคมอุตสาหกรรม อันเป็นโครงการต่อเนื่องจากการขุดคลองไทยนั้นจะช่วยยกระดับความสามารถในด้านนี้ของไทยอย่างชัดเจน

​นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว หากไทยเปิดคลองไทยจริงจะยิ่งเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวของไทยขึ้นมากไปอีก โดยเฉพาะการเข้ามาของเรือสำราญขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันไทยยังขาดท่าเทียบเรือขนาดใหญ่เหล่านี้อยู่มาก

ส่วนทางด้าน ยุทธศาสตร์ด้านการขนส่ง และโลจิสติก แน่นอนว่าคลองไทยจะยกระดับไทยในด้านนี้ขึ้นโดยตรง และ ยุทธศาสตร์ด้านศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการณ์ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย คลองไทยจะทำให้สัดส่วนการลงทุนของประเทศเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้

ด้าน วีรวัฒน์ แก้วนพ วิศวกรคลองไทย มองว่า เส้นทางเดินเรือมะละกามีความคับคั่งมาก และจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ประกอบการณ์สิงคโปร์ ก็พบว่า การขุดคลองไทยยังจะช่วยระบายความคับคั่งในช่องแคบมะละกาได้อย่างมาก เพราะยังมีเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ หรือเรือแม่ ที่เรียกว่า Mother Vessel ที่ต้องการเดินทางผ่านเท่านั้นโดยไม่แวะ

โครงการคลองไทยได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่าย โดยการศึกษาเบื้องต้น จากวิศวกรคลองไทย วิรวัฒน์ แก้วนพ ระบุว่า หากมีคลองไทย และพื้นที่เศรษฐกิจรอบคลอง รวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเล จะทำให้ไทยมีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินลงทุนเบื้องต้น สำหรับการขุดคลองเส้น 9A ผ่าน 5 จังหวัด กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา มีมูลค่าราว 2 ล้านล้านบาท

​ขณะที่ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานสภา และปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ให้ทัศนะไว้น่าสนใจ ว่าคลองไทย เส้น 9A ซึ่งจะเชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน ผ่าน 5 จังหวัดได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และกระบี่นั้น จะเป็นยิ่งกว่าเส้นทางคลองที่มีเรือแล่นผ่านเท่านั้น แต่จะเป็นการยกระดับการพัฒนาประเทศไทยขึ้นไปสู่อีกขั้นหนึ่ง

​ดร.อาทิตย์กล่าวว่า คลองไทยไม่ใช่เป็นคลองขุดให้เรือแล่นผ่านเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างอนาคตไทย เป็นยิ่งกว่าการจ้างแรงงานจำนวนมาก และเป็นการกำหนดอนาคตโลกเลยทีเดียว ถือเป็นการเปิดประเทศ เปิดโลก เชื่อมประเทศ เชื่อมโลก แล้วก็เปลี่ยนบ้านแปลงเมือง เปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมด ซึ่งถ้าหากไทยลงมือตัดสินใจขุดคลองไทยจริง ๆ แล้ว ก็ยิ่งทำให้ไทยมีโอกาสที่จะก้าวเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกอีกแห่งหนึ่ง

​“เราอย่าคิดว่าเราจะได้ค่าผ่านทางได้เท่าไหร่ แต่เราจะได้เรื่องการท่องเที่ยว อย่างเรือสำราญที่จะเข้ามา และตลอดเส้นทางคลองก็จะเป็นท่าเรือได้ตลอดทาง ศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกแทนที่จะอยู่ที่สิงคโปร์ หรือฮ่องกง ก็จะมาอยู่ที่ประเทศไทยแทน ถ้าเราเปิดประเทศเปิดโลกตรงนี้ เราจะเป็นศูนย์กลางของโลกตะวันออกได้ไม่ยากเลย” ดร.อาทิตย์กล่าว

นอกจากนั้น ดร.อาทิตย์ยังเสนอให้รัฐสภาศึกษาการออกแบบการลงทุนในโครงการเป็นสำคัญ เพราะการลงทุนโครงการขนาด 2 ล้านล้านบาท ต้องคิดให้รอบคอบในการระดมเงินทุน โดยไม่ต้องการให้มหาอำนาจทางเศรษฐกิจชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ลงทุนแต่เพียงลำพัง โดยเสนอให้ไทยเป็นผู้ลงทุนหลัก 50% ที่เหลืออีก 50% เป็นการร่วมทุนของนักลงทุนนานาชาติ ที่สนใจ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมทั้งกลุ่มสายเดินเรือเอกชนทั่วโลก

​ทั้งนี้ ในระดับการของการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเดินเรือของโลกนั้น การขุดคลองไทยในเส้น 9A จะสามารถช่วยย่นระยะทางการเดินเรือเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียได้ถึง 1,200 กิโลเมตร ซึ่งย่นระยะการเดินทางได้ราว 2 วันโดยที่ไม่ต้องไปอ้อมแหลมมาลายู ซึ่งขณะนี้ บริเวณร่องน้ำบริเวณดังกล่าวมีความคับคั่งอย่างมากมีเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่แล่นผ่านปีละกว่า 100,000 ลำ มากกว่า ที่คลอง สุเอซ ในอิยิปต์ ซึ่งมีประมาณ 20,000 ลำ และ คลองปานามา 14,000 ลำ

โดยปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกาเพิ่มขึ้นทุกปีโดยในแต่ละปีมีเรือกว่า 90,000 ลำ ช่องแคบมะละกาจึงกลายเป็นเส้นทางเดินเรือที่หนาแน่นและสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก โดยในแต่ละปีสิงคโปร์สามารถทำรายได้กว่า 600,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 170,000 ตำแหน่ง

ดึงเงินลงทุนจากต่างชาติได้ปีละกว่า 1.8 ล้านล้านบาท ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็น ศูนย์กลางสถาบันการเงินและการประกันภัยระดับโลก อันสืบเนื่องมาจากธุรกิจท่าเรือ และการค้าทางทะเล หรือเศรษฐกิจมหาสมุทรนี่เอง

ทางด้าน นายอันโตนิโอ เฟอร์ไรรา จากบริษัทซ่อมบำรุงเรือ PAF ENGINE ในจังหวัดภูเก็ต กล่าวสนับสนุนการขุดคลองไทยอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบัน เมืองไทยยังขาดโครงสร้างสาธารณูปโภคด้านการเดินเรืออย่างมาก ซึ่งคลองไทยจะทำให้เกิดการสร้างท่าเรือจำนวนมากตามแนวคลอง ซึ่งเขามองว่าการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้จะได้รับประโยชน์อย่างมากที่สุด

อันโตนิโอ ยังมองว่าสำหรับทุนที่จะใช้ในการดำเนินโครงการนี้ควรจะเป็นทุนของไทยทั้งหมด ซึ่งอาจจะเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ไม่อยากให้มหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะอาจจะเกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์เหมือนที่ครั้งเคยเกิดขึ้นกับคลองสุเอซ และคลองปานามา ในอดีต
​ขณะที่ทางด้าน นายบัณฑิต ศรีภา กัปตันเดินเรือสินค้า เผยว่า ช่องแคบมะละกาเองก็มีจุดอ่อน เนื่องจากเรือเดินสมุทรที่กินน้ำลึกกว่า 20.5 เมตร ไม่สามารถผ่านได้ เนื่องจากร่องน้ำลึกสุดอยู่ที่ 25 เมตร

ทั้งนี้ ตามแผนการขุดคลองไทยซึ่งจะมีความลึกยาว 137 กิโลเมตร และความลึก 35 เมตรนั้น จะยิ่งดึงดูดให้เรือสินค้าที่มีขนาดใหญ่มากของโลกวิ่งผ่านเข้ามาได้ การสร้างคลองไทย จึงจำเป็นที่จะต้องตอบโจทย์ในทุก ๆ ด้าน สามารถรองรับเรือทุกประเภทได้ โดยเฉพาะเรือเดินสมุทรที่นับวันจะยิ่งมีความใหญ่โตมโหฬารมากขึ้นไปด้วย

การขุดคลองไทย จึงเป็นโครงการขนาดใหญ่ไม่เพียงแต่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทย แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศรายได้สูงไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเดินเรือครั้งสำคัญของโลกด้วย