ปลดล็อก “เสรีกัญชาทางการแพทย์” พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ คนไทยปลูกได้ที่บ้าน
นับว่าเป็นข่าวดีของคนไทยอีกครั้ง ทันทีที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จรดปากกาลงนามในประกาศกระทรวงฯ ปลดล็อกให้ “กัญชา” พ้นจากความเป็นยาเสพติด เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ในการรักษาตั้งแต่ระดับครัวเรือน แต่ยังคงมีการควบคุมการผลิตสารสกัดที่มีคุณภาพมาตรฐาน และมีมาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด
พร้อมกับสนับสนุนให้กัญชากัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ และส่งเสริมในระดับอุตสาหกรรมเพื่อกำลังการผลิตแข่งขันในตลาดโลก
กระแสกัญชาเริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อปี 2562 รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ได้ผลักดันนโยบายกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ สธ.จึงได้สนองนโยบายให้คนไทยเข้าถึงการใช้กัญชารักษาโรค รวมถึงใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์กัญชา
แต่ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่สามารถให้ประชาชนเข้าถึงได้เต็มที่ โดยขณะนั้นมีการปลดล็อกเกือบทุกส่วนของกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งก้าน ราก ใบ ลำต้น ยกเว้น “ช่อดอก เมล็ด” ที่ยังถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5
“ที่ผ่านมา การใช้กัญชาเข้าตำรับยาแผนไทยพบว่าได้ผลดีมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มโรคที่รักษาด้วยยาแผนปัจจุบันไม่ได้ผล เช่น พาร์กินสัน ลมชัก ปวดปลายประสาท โรคนอนไม่หลับ โรคสะเก็ดเงิน ไปจนถึงการรักษาอาการผู้ป่วยระยะประคับประคองที่เกิดจากมะเร็ง ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีชีวิตที่ดีขึ้น ลดการเจ็บปวดเพื่อให้ร่างกายสู้กับโรคได้” “นพ.ภูวเดช สุระโคตร” ผู้ช่วยปลัด สธ. กล่าว

นพ.ภูวเดชบอกว่า การใช้กัญชากับโรคต่างๆ มีความปลอดภัยมากและได้รับการยอมรับ โดยเป็นเวลากว่า 3 ปี ที่สามารถทำให้ผู้ป่วยจำนวนเกือบแสนรายเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยากัญชาที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศไทย เนื่องจากมีการจัดระบบและพัฒนามาตรฐานตั้งแต่การปลูก ผลิต สกัด และนำมาใช้ ทำให้มีกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกกัญชาให้กับสถานพยาบาลในสังกัด สธ.กว่า 350 กลุ่ม และปลูกกัญชงกว่า 1,500 กลุ่ม
“ตลาดกัญชามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงอยู่แล้ว ภายหลังที่ สธ. เดินหน้าปลดล็อกกฎหมาย ก็คาดหวังอย่างยิ่งว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าในตลาดกัญชา ทั้งในแง่เพื่อต้นทุนสุขภาพของประชาชนที่ดีขึ้น มีสมุนไพรครัวเรือนใช้ในการปลูกเพื่อดูแลสุขภาพ ส่วนแง่ของการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น นำกัญชาไปประกอบอาหารเพิ่มรสชาติ ก็เพื่อเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น เพิ่มมูลค่าของสินค้านั้นๆ คิดว่าส่วนนี้ทั้งหมดจะเกิดขึ้นเพิ่มพูนอย่างประเมินค่าเป็นตัวเลขไม่ได้”
12 เขตสุขภาพพร้อมจัดมหกรรมให้ความรู้ทั่วประเทศ
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. … เข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อออกกฎหมายรองรับประกาศ สธ.ฉบับดังกล่าวที่จะมีผลบังคับใช้ใน 120 วัน ข้างหน้าหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565
แน่นอนว่า ระยะเวลา 120 วันที่รอผลบังคับใช้ประกาศฉบับนี้ ประชาชนจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องการปลูก การใช้ และการต่อยอดกัญชา-กัญชง สธ.จึงกำหนดจัดงานมหกรรมสัญจรทั่วไทยใน 12 เขตสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกกัญชา-กัญชง สร้างสุขภาพสร้างรายได้”
“ประชาชนสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเราเตรียมคำตอบในทุกคำถาม ตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้ตนเองและประเทศชาติ โดยอุ่นเครื่องครั้งที่ 1 เขตสุขภาพที่ 9 จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 4-6 มีนาคม 2565 และจะจัดต่อเนื่องจนครบ 12 เขตสุขภาพ ตามไทม์ไลน์จะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคมนี้ ให้สอดรับกับ พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ ที่กำลังจะออกมาภายใน 120 วัน ให้ประชาชนทุกคนเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวไปพร้อมๆ กัน”
รูปแบบการจัดงานของแต่ละเขตสุขภาพนั้น ผู้ช่วยปลัด สธ. เผยว่า หลักๆ แบ่งออกเป็น 3 โซน รวมกว่า 40 บูธ โซนที่ 1 “กัญชาทางการแพทย์” ให้ความรู้ประชาชนชนว่าจะนำมาใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปิดให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้จากบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการให้ความรู้ถึงโทษของกัญชาเมื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยผู้ช่วยปลัด สธ.ย้ำว่า พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ ที่กำลังจะออกมานั้น ไม่ส่งเสริมให้มีการใช้เพื่อนันทนาการ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมาย
โซนที่ 2 “ความรู้ปลูกกัญชา” ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องการเพาะเมล็ดกัญชา วิธีการปลูกให้ได้ผล มีสถาบันกัญชาทางการแพทย์และกรมต่างๆ ในสังกัด สธ. จะมาให้ความรู้ประชาชน เช่น การตรวจวิเคราะห์สาร THC และสาร CBD
“เนื่องจากสารสกัดกัญชาที่มีความเข้มข้น THC มากกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก ยังอยู่ในบัญชีรายชื่อยาเสพติดให้โทษอยู่ เราจึงต้องขยายความเข้าใจกับประชาชนในการนำมาใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็พร้อมให้คำปรึกษาในด้านกฎหมาย ตั้งแต่การจดแจ้งเพื่อปลูกในครัวเรือน การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะต้องขอเลขที่ใบจดแจ้ง หรือใบอนุญาตจาก อย. เช่น แปรรูปอาหาร เครื่องสำอาง สารสกัด เป็นต้น”
โซนที่ 3 “ความร่วมมือด้านเงินทุน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งเข้ามาส่งเสริมเงินทุนให้ประชาชนนำไปต่อยอดผลิตภัณฑ์กัญชาต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
“จากที่ผ่านมา เราอาจมองว่ายาเสพติดทุกอย่างเป็นโทษทั้งหมด แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่าถ้ามีการใช้ถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล องค์ความรู้ต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก อย่างภาคธุรกิจหลายแห่งก็เริ่มศึกษากัญชา กัญชง เพื่อใช้ประโยชน์ในแง่ธุรกิจ ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน มีโอกาสได้รับการยอมรับในตลาดโลก ก็จะมีการจัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในงานด้วย
มั่นใจว่ามหกรรมที่จะจัดขึ้นใน 12 เขตสุขภาพ จะเป็นส่วนสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน และหากมีการสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นได้ คิดว่าคงใช้เวลาไม่นานในการเดินหน้าต่อ เพื่อยกระดับกัญชา-กัญชงทางเศรษฐกิจชาติต่อไป”