บพข.หนุนวิจัยการจัดการท่องเที่ยวในยุคความปกติใหม่ ”บูมภูเก็ต” สู่เมือง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”
การวิจัยโครงการการจัดการท่องเที่ยวในยุคความปกติใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของบพข. ภาคเอกชนเสนอปลดล็อกกฎระเบียบต่าง ๆ และเสนอยกระดับจังหวัดภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคประชาชนชูชุมชนและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ พร้อมดันภูเก็ตสู่เมืองแห่งเทศกาลท่องเที่ยวระดับโลก
การสัมมนาและนำเสนอผลการวิจัยการศึกษาและกำหนดภาพอนาคต (Foresight) โครงการการจัดการท่องเที่ยวในยุคความปกติใหม่ โดยมีพื้นที่ศึกษาที่จังหวัดภูเก็ต ที่สนับสนุนทุนวิจัยโดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)งบประมาณจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) นำเสนอโดย ศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ หัวหน้าโครงการ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เป็นประธานเปิดงาน
และดร.ฉัตรฉวี คงดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการหน่วยข้อมูลและสำนักงานผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมรับฟังการนำเสนอผลการวิจัยและประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ ผู้ประกอบการภาคเอกชน ทางด้านตัวแทนภาคประชาชน และตัวแทนชุมชนและตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส (สกสว.) กล่าวเปิดการประชุมว่า โครงการนี้นับว่าได้ช่วยทำให้เห็นภาพของการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตและโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และการท่องเที่ยวภายใต้ความปกติใหม่ หรือ New Normal ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพและเศรษฐกิจ ซึ่งต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 ด้านคือธุรกิจท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่ ผลการสำรวจที่ได้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์และนำเสนอให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องไดรับทราบต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ

ขณะที่ผลจากการประชุมสรุปว่า ผู้ประกอบการภาคเอกชน ได้เสนอแนวทางในการจัดการเพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในยุคปกติใหม่ไว้ดังนี้ 1) เสนอให้มีการช่วยเหลือในการลดขนาดธุรกิจของผู้ประกอบการ และพัฒนาบุคลากรท่องเที่ยวให้สามารถทำงานในรูปแบบ multifunction และ technical-oriented มากขึ้น 2) เสนอให้รัฐสนับสนุนการจัดทำ แพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ไม่ผ่านตัวกลางที่มีการจัดการโดยความร่วมมือของภาคเอกชน รวมทั้งปลดล็อคกฏระเบียบต่างๆ ในการส่งเสริมการลงทุน การจดทะเบียนบริษัทดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว และลดข้อจำกัดใน transaction ต่างๆ ในการจัดการการท่องเที่ยวที่เป็นปกติใหม่ที่จะเป็นแบบดิจิทัลแทบทั้งหมด
และ 3) การปรับตัวของทั้งภาครัฐและเอกชน ในเรื่อง “มาตรฐานการท่องเที่ยว” โดยภาคเอกชนจะต้องพัฒนามาตรฐานของการให้บริการ และมีการขอใบอนุญาตที่ถูกต้องโดยพร้อมเพรียงกัน ส่วนภาครัฐจะต้อง facilitate ให้เกิดมาตรฐานอย่างรวดเร็ว เช่น การแก้ไข พ.ร.บ. โรงแรม พ.ศ.2547 ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการวางระบบเพื่อช่วยเหลือบุคลากรท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต
ส่วนภาพอนาคตของจังหวัดภูเก็ตนั้น ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งเรียกร้องให้มีการพิจารณาโครงการยกระดับจังหวัดภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีอำนาจการบริหารจัดการจากภาคส่วนในพื้นที่เพื่อให้การบริหารจัดการคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทางด้านตัวแทนภาคประชาชน และตัวแทนชุมชน มองว่า มาตรการที่ภาครัฐประกาศใช้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทำให้นักท่องเที่ยวอยู่ในความไม่แน่นอน และผู้ประกอบการต้องเสียเงินทุนในการใช้จ่ายหมุนเวียนกับการเปิด-ปิดการท่องเที่ยวตลอดเวลา ดังนั้น หากจะทำภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์หรือสนามทราย ควรหมายถึงผู้ที่ลงมาเล่นกับสนามทรายนี้จะต้องไม่เจ็บตัว
สำหรับภาพของภูเก็ตคือ “ภูเก็ตไม่ได้มีดีแค่ทะเล” แต่ยังมีการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน ซึ่งควรเสริมสร้างด้วยคำว่า ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวแบบ Health and Wellness ด้วยนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพทั้งคนไทยและต่างชาติ ที่เข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมอันส่งผลดีต่อสุขภาพ พร้อมทั้งรักษาทรัพยากรธรรมชาติ นำไปสู่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน นอกจากนี้ทางชุมชนยังเรียกร้องให้มีการพิจารณายกระดับจังหวัดภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ มองว่า ที่ผ่านมาระบบบริหารจัดการบางอย่างในเรื่องมาตรการป้องกันโควิดมีความล่าช้าและไม่ชัดเจน ส่งผลให้หน่วยงานในพื้นที่เกิดความสับสน และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การที่ภูเก็ตเป็นเมืองหน้าด่านด้านการท่องเที่ยว และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีเป็นจำนวนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ ทำให้บุคลากรภาครัฐในพื้นที่ต้องปฏิบัติงานหนักขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นของประเทศ แต่กลับได้รับจัดสรรงบประมาณ และบุคลากรภายใต้เกณฑ์เดียวกับพื้นที่อื่นๆ
ส่วนภาพอนาคตของจังหวัดภูเก็ตจะเป็น “เมืองแห่งเทศกาลท่องเที่ยวระดับโลก” มีการจัดกิจกรรมอีเว้นท์สำคัญระดับนานาชาติในพื้นที่ภูเก็ต เช่น งานแข่งขันรถฟอร์มูลาวัน (Formula 1) การแข่งขันกอล์ฟ หรือเทนนิสโปรแกรมสำคัญของโลก หรือแม้แต่การจัดการแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม ฯลฯ มากไปกว่านั้น ภูเก็ตจะประกาศตัวเป็นจุดหมายของการประชุม สัมมนาต่างๆ หรือที่รู้จักกันในชื่อของธุรกิจไมซ์ (Meetings, incentives, conferencing, exhibitions: MICE) ภายหลังจากที่สามารถผลักดันโครงการก่อสร้างศูนย์การประชุมขนาดใหญ่กลางใจเมืองภูเก็ตเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐในส่วนที่กำกับดูแลด้านสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หน่วยงานด้านการจราจรและขนส่ง หน่วยงานบริการทางสาธารณสุขยังมีความกังวลใจไม่น้อยว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังขาดประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยในการบริหารจัดการ รวมถึงขาดแคลนงบประมาณในการลงทุน และบำรุงรักษา ซึ่งประเด็นเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาของภูเก็ตในระยะยาวและจำเป็นต้องมีการแก้ไข และปฏิรูปโดยเร็ว

