คริปโตดิ่งหนัก เข้าสู่ตลาดหมี นักลงทุนติดดอย ลงทุนต่อหรือพอแค่นี้?

ราคาบิตคอยน์ที่หลุดระดับ 30,000 เหรียญ และวิกฤตเหรียญ UST-LUNA ตลาดเพนิกกดดันราคาเหรียญในกลุ่ม DeFi และ Stable coin ถูกทยอยเทขายกันออกมา จนทำให้ตลาดคริปโตเข้าสู่ภาวะตลาดหมี

วันนี้ Prachachat Wealth เล่าเรื่องการลงทุน EP ที่ 17 จะไปร่วมพูดคุยกับ คุณชยานนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ นายหน้าขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา จำกัด (FINNOMENA) ว่าภาพตลาดในระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่กดดันรออยู่

Q: ถ้าดูตลาดคริปโตช่วงนี้ค่อนข้างผันผวนหนัก จากที่นักลงทุนล้างพอร์ตครั้งใหญ่ เทขายคริปโต นำโดยราคาของบิตคอยน์ ที่หลุดระดับ 30,000 เหรียญ และก็มรสุมของเหรียญ UST-LUNA ถ้าประเมินตลาดคริปโตในระยะข้างหน้า ภาพจะเป็นอย่างไรบ้างครับ และมีปัจจัยอะไรที่กดดันรออยู่บ้างครับ

มันมีข่าวออกมาเรื่อยๆ นะครับ จากข่าวที่เราติดตามกัน ณ ตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นเลยก็คือว่า มีความเป็นไปได้ว่า การปรับฐานลงของเหรียญ UST และ LUNA บน Terra Chain นั้น อาจจะมาจากการโจมตี คล้ายๆ กับกรณีที่เราเคยถูกโจมตีค่าเงินบาท เพราะฉะนั้นก็คือแสดงว่าเป็นการปรับฐานที่เรียกว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด และไม่ได้เกิดจากปัจจัยตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจัยตลาดในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นส่วนหนึ่ง

คริปโต = unreasonable

ตลาดหุ้นและตลาดคริปโตที่ปรับตัวขึ้นมานับตั้งแต่ปี 2020 นั้น หลังจากวิกฤตโควิดนั้น มันมีความที่เรียกว่า unreasonable หรือว่ามีความไร้เหตุผล และมีความโลภอยู่ข้างในการปรับตัวของราคาอยู่เยอะ

สาเหตุหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า มาจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED ที่กดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือต่ำ 0 อีกครั้งหนึ่ง แล้วประกาศอัดสภาพคล่องหรือ QE เข้าไปอย่างต่อเนื่อง โดยระยะเพียงแค่ 2 ปีที่ผ่านมา ขนาด Balance Sheet หรืองบดุลของเฟดโตขึ้นมาอีก 4 ล้านล้านดอลลาร์ จนแตะระดับเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์

มันก็เลยทำให้คนที่มีเงินสดอยู่ คนที่ถือเงินอยู่ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็เลยเอาไปลงทุนในหุ้น หุ้นก็ปรับตัวราคาแพงไปเรื่อยๆ จนไม่รู้จะทำอะไร ตลาดคริปโตก็อยู่ดีๆ นักลงทุนก็เอาเงินส่วนหนึ่งไปลองในตลาดคริปโตก็ได้ ไปลองบิตคอยน์ก็แล้ว

ปรากฎว่าไซซ์ของมาร์เก็ตแคปหรือขนาดของบิตคอยน์ พอขนาดตลาดมันใหญ่มากขึ้น volatility หรือความผันผวนของมันก็อาจจะยังแกว่งอยู่ในระดับสูง แต่มันไม่สนุกเหมือนตอนต้น wave ที่จากราคา 10,000 เหรียญ ขึ้นไป 65,000 เหรียญ คนก็ไปหาเหรียญทางเลือก (Alt coin) ตัวอื่นๆ มันก็เลยไปเกิดปรากฎการณ์เหรียญตัวอื่นๆ ก็วิ่งขึ้นมา หรือแม้แต่ Meme Stock หรือหุ้นขนาดเล็กในอเมริกาก็วิ่งขึ้นมา



เพราะฉะนั้นต้องยอมรับว่าการปรับตัวขึ้นมาจนถึงประมาณปลายปีที่แล้ว จนถึงต้นปีนี้ มันเป็นแรงเก็งกำไรค่อนข้างเยอะ ถามว่าเราได้เรียนรู้อะไรหรือเราควรทำอย่างไรบ้าง

“ส่วนหนึ่งเลยก็คือ อะไรที่ขึ้นมาเยอะ อะไรที่ขึ้นมาเกินมูลค่าพื้นฐาน หรือตลาดคริปโตเคอร์เรนซี เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแต่ละเหรียญราคา fair value ควรจะอยู่ที่ขนาดไหน มันก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า ทุกอย่างที่เป็นฟองสบู่ อยู่ในอากาศ มีโอกาสในการปรับฐานได้” เพราะฉะนั้นการเทรดหลังจากนี้ต่อไป ในความเห็นของผมคือ เราต้องระมัดระวังและเข้าใจ Asset หรือสินทรัพย์ที่เราลงทุนให้มากขึ้นครับ

Q:ถ้าดูสถิติแรงขาย จากจุดสูงสุดลงมาจุดต่ำสุด มูลค่าตลาดหายไปเยอะมั้ยครับ

มูลค่าตลาดของตัวบิตคอยน์จาก 65,000 เหรียญ ที่เป็นจุดสูงสุด ตอนนี้อยู่ต่ำกว่า 30,000 เหรียญ ก็แสดงว่าลบมามากกว่า 50% ไปแล้ว แสดงว่าไซซ์ของมาร์เก็ตหายไปครึ่งหนึ่งทีเดียว

แล้วตัวคริปโตมาร์เก็ต ตัวไซซ์ที่ใหญ่ 2 ที่ที่ใหญ่มากๆ ก็คือ บิตคอยน์และอีเธอเรียม ซึ่งกินมาร์เก็ตแชร์ทั้งหมดเกินกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดคริปโตทั้งหมด

มันแปลว่าที่เขาบอกว่าบิตคอยน์ มันเป็นอนาคตใหม่ของโลก คนที่ลงทุนตั้งแต่ 10 เหรียญ 100 เหรียญ ตอนนี้กำไรมหาศาล คนส่วนนั้นคือคนส่วนน้อย แต่ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังโควิด คริปโตเคอร์เรนซีมันดึงคนให้นักลงทุนหน้าใหม่เข้าไปเพราะว่า อยู่บ้าน เศรษฐกิจก็มีปัญหา ก็เลยต้องหารายได้ทางอื่นด้วยการลงทุน แต่หารู้ไม่ว่าคริปโตมันเป็นสินทรัพย์เสี่ยง

นักลงทุน 80% เจ็บตัว บทเรียนปรับฐานครั้งใหญ่

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเจอคือ การที่มาร์เก็ตแคปไหลลงครึ่งหนึ่ง มันไม่ได้แปลว่าคนครึ่งหนึ่งเจ็บตัว แต่มันแปลว่าคนเกินกว่า 80-70% ที่เจ็บตัว ในขณะที่คนลงทุนมาตั้งแต่ก่อนปี 2017 คนเหล่านี้อาจจะย่อลงมาบ้างแต่เขาก็เพียงแต่ขาดทุนกำไร

เพราะฉะนั้นเวลาเราฟังนักลงทุนหรือกูรู เวลาให้คำแนะนำ โดยเฉพาะคนที่ถือยาวๆ สิ่งที่เราไม่รู้คือ เราไม่รู้ว่าต้นทุนที่เขาถือ เขาถือต่ำกว่าเราขนาดไหน เพราะฉะนั้นเขาบอกถือยาว แล้วเราเข้าตอนนี้และถือยาว นี่แหละ นี่คือบทเรียนครั้งสำคัญที่เราเจอ

Q: อยากให้แนะนำนักลงทุน ย้ำอีกครั้งได้มั้ยครับว่า ช่วงนี้หรือในระยะข้างหน้า เราจะลงทุนอย่างไรต่อ หรือพักก่อน สำหรับสินทรัพย์เสี่ยง

ผมคิดว่าการปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ใช่แค่คริปโตเคอร์เรนซี ผมคิดว่าปรับได้อีก และปรับได้อาจจะใน magnitude หรือระดับของการปรับฐาน อาจจะพอๆ กับช่วงที่ผ่านมา พอพูดอย่างนี้หลายคนอาจจะขนลุก เหตุผลเพราะเรายังไม่จบเรื่องสัญญาณเงินเฟ้อ

ตอนนี้ตลาดซึมซับไปว่าดอกเบี้ยของอเมริกานั้นจะขึ้นไปปลายปี fed dot plot บอกเราว่าจะอยู่ที่ 2% แต่ตอนนี้ตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยอาจจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 3% เพราะฉะนั้นเราจะเห็น speed การขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปลายปีนี้ จะขึ้นครั้งละประมาณ 0.5% อีกอย่างน้อยๆ 2 ครั้ง ครั้งที่ผ่านมาขึ้นไป 50 bps 2 สัปดาห์ตลาดหุ้นอเมริกาลงมาประมาณ 8-10% หุ้นเทคโนโลยีลงเละเทะบิตคอยน์ลงต่ำกว่า 30,000 เหรียญ

และลองคิดดูถ้าสมมติอเมริกาขึ้นดอกเบี้ยอีกสัก 1% ในครึ่งปีหลัง ตลาดจะลงได้อีกเท่าไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเล่าแบบนี้ ใครที่มีสินทรัพย์เสี่ยงอยู่เยอะ ต้องกลับมามองพอร์ตตัวเอง มันผันผวนเยอะขนาดนี้ เราจำเป็นต้องลดความเสี่ยงลง คำว่าลดความเสี่ยงลงผมก็ไม่แนะนำถึงขั้นไปถือเงินสด สาเหตุเป็นเพราะว่า มันก็ยังมีโอกาสที่สมมติอยู่ดีๆ เงินเฟ้อรูดลงมาเร็วมาก จาก 8.3% ลงมาเหลือ 6-5% เฟดก็อาจจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย แล้วทำให้ตลาดขึ้นมารีบาวด์ได้

ฝุ่นจางลง ค่อยเหยียบคันเร่ง


ฉะนั้นใครมีหุ้นอยู่เยอะ สมมติเคยรับความเสี่ยง ถือหุ้นสัก 80% ของพอร์ต ถือคริปโตอีกสัก 10% ลดลงเหลือสักครึ่งหนึ่ง ถือหุ้นแค่ 40% ถือคริปโตเคอร์เรนซีแค่ 5% ดูสถานการณ์ข้างหน้าก่อนฝุ่นตลบ ฝุ่นจาง เร่งคันเร่งไประวังไปชนคันข้างหน้า ตอนนี้คือถ้าเมื่อไหร่ฝุ่นมันจางลง เราค่อยเหยียบคันเร่งกลับไปใหม่ น่าจะเป็นวิธีและกลยุทธ์ที่ดีกว่าครับ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ