ไทยประกันชีวิต เคาะราคาหุ้นไอพีโอ 16 บาท มูลค่าเสนอขาย 3.7 หมื่นล้าน

ไทยประกันชีวิต

ไทยประกันชีวิต เคาะราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอต่อประชาชน 16 บาท มูลค่าเสนอขายไม่เกิน 3.7 หมื่นล้านบาท รวมหุ้นกรีนชู เปิดจองซื้อหุ้นวันที่ 29 มิ.ย.-14 ก.ค.65 ระดมทุนใช้เงิน 1.36 หมื่นล้านบาท

วันที่ 24 มิถุนายน 2565 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เผยแพร่ข้อมูลสรุปการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนครั้งแรก(IPO) ของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เข้าอยู่ในตลาด SET หมวดธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต

TLI ขายหุ้นไม่เกิน 2,155 ล้านหุ้น

มีแผนเสนอขายหุ้นจำนวนไม่เกิน 2,155,068,900 หุ้น ประกอบด้วย

1.หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทจำนวน 850 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 7.4% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้



2.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยบริษัท วี.ซี. สมบัติ จำกัด จำนวนไม่เกิน 1,166,575,300 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 10.2% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้

3.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Her Sing (H.K.) Limited จำนวนไม่เกิน 138,493,600 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 1.2% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้

รวมทั้งหมดคิดเป็นไม่เกิน 18.8% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้

จัดสรรหุ้นกรีนชู 161 ล้านหุ้น

หาก ณ วันปิดการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ มีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าจำนวนหุ้นสามัญที่เสนอขายทั้งหมด ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย อาจพิจารณาให้มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินให้แก่ผู้ลงทุนเป็นจำนวนไม่เกิน 161,630,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 7.5% ของจำนวนหุ้นสามัญที่เสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี จำนวนหุ้นที่เสนอขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (Initial Purchasers)

เคาะจองซื้อหุ้น 29 มิ.ย.-14 ก.ค.

โดยกำหนดระยะเวลาการเสนอขาย สำหรับบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ บุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัท และพนักงานบริษัท ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน 2565 ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2565

และผู้ลงทุนสถาบันที่จองซื้อในประเทศ นิติบุคคลที่สามารถเข้าร่วมการสำรวจความต้องการซื้อ และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2565 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2565
และวันที่
14 กรกฎาคม 256 มีรายละเอียดดังนี้

ผู้ลงทุนในประเทศจำนวนรวมประมาณ 1,623,160,400 หุ้น 75.3%
  • บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ จำนวนประมาณ
704,375,000 หุ้น 32.7%
  • บุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัทฯ จำนวนประมาณ
129,832,000 หุ้น 6.0%
  • พนักงานของบริษัทฯ จำนวนประมาณ
33,653,900 1.6%
  • ผู้ลงทุนสถาบันที่จองซื้อในประเทศ (ไม่รวมถึงผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) ที่จองซื้อในประเทศ) และนิติบุคคลที่สามารถเข้าร่วมการสำรวจความต้องการซื้อ จำนวนประมาณ
64,424,500 หุ้น 3.0%
  • ผู้ลงทุนสถาบันที่เป็นผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) ที่จองซื้อในประเทศจำนวน
690,875,000 หุ้น 32.0%
ผู้ลงทุนในต่างประเทศจำนวนรวมประมาณ 531,908,500 หุ้น 24.7%
  • ผู้ลงทุนสถาบันที่จองซื้อในต่างประเทศ (ไม่รวมผู้ที่เป็นผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) ที่จองซื้อในต่างประเทศ) จำนวนประมาณ
64,424,500 หุ้น 3.0%
  • ผู้ลงทุนสถาบันที่เป็นผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) ที่จองซื้อในต่างประเทศจำนวน
467,484,000 หุ้น 21.7%

 

โดยกำหนดราคาเสนอขายต่อประชาชนอยู่ที่ 16 บาทต่อหุ้น มูลค่าการเสนอขายไม่เกิน 34,481,102,400 บาท (ไม่รวมหุ้นส่วนเกิน) ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวนมูลค่าเสนอขายไม่เกิน 37,067,182,400 บาท มูลค่าที่ตราไว้(par) 1 บาทต่อหุ้น และมูลค่าตามราคาบัญชี(book value) ณ วันที่ 31 มี.ค.65 อยู่ที่ 8.10 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ราคาเสนอขายพิจารณามูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Embedded Value) ซึ่งเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ประกันภัยเพื่อที่จะหามูลค่าผลประโยชน์ที่มีต่อผู้ถือหุ้นจากกรมธรรม์ที่ยังมีผลบังคับของบริษัทประกันชีวิต ซึ่งเป็นการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของธุรกิจประกันชีวิต โดยอ้างอิงจากสมมติฐานต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไม่รวมมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากธุรกิจใหม่ในอนาคต

โดยมูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Embedded Value) ของบริษัท ณ สิ้นปี 2564 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.64 อยู่ที่ 142,277.3 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 10,600,000,000 หุ้น จะได้มูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Embedded Value) ต่อหุ้น (Embedded Value Per Share) เท่ากับ 13.42 บาทต่อหุ้น และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Price to Embedded Value Ratio : P/EV) ซึ่งจะแสดงให้เห็นมูลค่ายุติธรรมของธุรกิจประกันชีวิต โดยรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของธุรกิจประกันชีวิต โดยอ้างอิงจากสมมติฐานต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว และสะท้อนถึงมูลค่าของกรมธรรม์ที่บริษัทขายในอดีตและยังให้ความคุ้มครองต่อผู้ถือกรมธรรม์ประมาณ 1.19 เท่า

และหากพิจารณาจากส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ณ วันที่ 31 มี.ค.65 ซึ่งเท่ากับ 85,909.63 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 11,450,000,000 หุ้น (Fully Diluted) (บนสมมติฐานว่ามีการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวน 850,000,000 หุ้น) จะได้มูลค่าตามบัญชีสุทธิต่อหุ้น (Book Value Per Share) เท่ากับ 7.50 บาทต่อหุ้น และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (Price to Book Value Ratio : P/BV) ประมาณ 2.13 เท่า

โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีในแต่ละรอบปีบัญชี

ระดมทุนใช้เงิน 1.36 หมื่นล้าน

ทั้งนี้บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการใช้เงินโดยประมาณ 13,600 ล้านบาท แยกเป็น 1.การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการทำการตลาด 2,000 ล้านบาท ระยะเวลาใช้เงินภายในปี 2565-2567

2.เสริมสร้างความแข็งแกร่งของช่องทางจัดจำหน่ายผ่านทางพันธมิตร 5,400 ล้านบาท ระยะเวลาใช้เงินภายในปี 2567-2569 และ 3.เสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินทุนและสำหรับเงินทุนหมุนเวียนและวัตถุประสงค์อื่นๆ อีก 6,200 ล้านบาท ระยะเวลาใช้เงินตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป

กำไร 7-8 พันล้านต่อปี


ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ