พ.ร.บ.เหล้าใหม่ เสี่ยง ‘สุญญากาศ’ ขายได้แต่โฆษณายังติดล็อก
สัมภาษณ์
สิ้นสุดการรอคอยกว่า 17 ปี หลัง พ.ร.บ.เหล้าใหม่ หรือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 60 วัน หรือประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2568
ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างทั้งความหวังและความกังวลครั้งใหญ่ให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อย เนื่องจากแม้จะปลดล็อกเวลาขายช่วง 14.00-17.00 น. ทันที แต่ในอีกด้านกลับสร้างความกังวลต่อภาวะ “สุญญากาศทางกฎหมาย”
โดยเฉพาะมาตรา 32 ว่าด้วยการสื่อสารและการโฆษณา ที่เปิดช่องให้เสรีภาพมากขึ้น แต่กลับต้องรอ “กฎหมายลูก” ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะออกมาในทิศทางใด
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “กวี สระกวี” นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) เพื่อเจาะลึกถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ผลกระทบ และทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยนับจากนี้
ไทม์ไลน์ 5 ปีแห่งการต่อสู้
“กวี” ได้ย้อนที่มาของกฎหมายฉบับนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้เวลายาวนานกว่าที่หลายคนคิด โดยจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาจากการขับเคลื่อนของภาคประชาชน นำโดยอาจารย์เจริญ เจริญชัย ที่ใช้เวลากว่า 4-5 ปี ในการรวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 10,000 รายชื่อ เพื่อผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภา ซึ่งเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญยุค คสช. ที่เปิดช่องให้ภาคประชาชนสามารถเสนอกฎหมายได้
“ซึ่งความพยายามนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดสองปัจจัยหลัก หนึ่งคือกลไกทางรัฐธรรมนูญที่เปิดช่อง และสองคือเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่เปิดใจรับฟังและนำข้อเสนอนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้าที่เคยมีนโยบายแบนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซด้วยซ้ำ”
โดยในกระบวนการนิติบัญญัติ มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องถูกเสนอเข้ามาพิจารณาพร้อมกันถึง 5 ฉบับ ทั้งจากภาคประชาชน ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ก่อนจะถูกหลอมรวมและกลั่นกรองโดยคณะกรรมาธิการ จนออกมาเป็น พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขที่ประกาศใช้นี้
“กฎหมายฉบับเดิม คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 17 ปี มีหลายมาตราที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการแก้ไขครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอุตสาหกรรม”
ปลดล็อกเวลาเพิ่มความรับผิดชอบ
“กวี” กล่าวต่อว่า ซึ่งสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ สามารถแบ่งออกเป็น 2 แกนหลักที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน คือ ด้านการขาย และด้านการสื่อสาร
โดยในด้านการขาย ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจมากที่สุด คือ การยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 พ.ศ. 2515 ที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 50 ปี
“กวี” ได้อธิบายเพิ่มว่า เมื่อกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากไม่มีการออกกฎกระทรวงใด ๆ เพิ่มเติม สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงคือ การยกเลิกช่วงเวลาห้ามขาย 14.00-17.00 น. เท่านั้น ส่วนช่วงเวลาห้ามขายเดิมตั้งแต่เที่ยงคืนถึง 11.00 น. จะยังคงอยู่เหมือนเดิม
แต่ในขณะเดียวกันนอกจากจะเพิ่มเสรีภาพในการขายแล้ว ก็ได้เพิ่มความรับผิดชอบของผู้ขายเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า หากผู้ขายจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับผู้ที่มึนเมาจนครองสติไม่ได้ และบุคคลนั้นได้ไปก่อให้เกิดความเสียหายหรือทำผิดกฎหมาย ผู้ขายอาจต้องร่วมรับผิดชอบและจ่ายค่าปรับด้วย ซึ่งต่างจากกฎหมายเดิมที่ความรับผิดชอบของผู้ขายจะสิ้นสุดลง ณ จุดขาย
เสี่ยงสุญญากาศทางกฎหมาย
“กวี” กล่าวต่อว่า ซึ่งแม้เรื่องเวลาขายจะเข้าใจง่าย แต่ประเด็นที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการรายย่อยตลอด 17 ปีที่ผ่านมาคือ มาตรา 32 ว่าด้วยการโฆษณาและสื่อสาร ซึ่งถูกตีความอย่างเข้มงวดจนกลายเป็น “Dark Market” ที่ไม่สามารถสื่อสารอะไรเกี่ยวกับตัวสินค้าได้เลย
“ปัญหาที่คนเจ็บปวดกันจริง ๆ คือเรื่องการสื่อสาร เพราะมันมีค่าปรับที่สูงมาก ตั้งแต่ 50,000 บาท ไปจนถึง 500,000 บาท ร้านเล็ก ๆ หรืออินฟลูเอนเซอร์โดนกันเยอะมาก แค่ถ่ายรูปเห็นขวดก็อาจถูกปรับแล้ว นี่คือสิ่งที่กฎหมายเก่าสร้างปัญหาไว้”
ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงพยายามแก้ไขปัญหานี้ในมาตรา 32/1 ที่ระบุว่า ห้ามผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เว้นแต่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ หรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม
ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อความ “ทั้งนี้” เพราะหมายความว่า การจะใช้เสรีภาพในการให้ข้อมูลได้นั้น ต้องรอกฎหมายลูก หรือประกาศจากรัฐมนตรีก่อน โดยปัจจุบันยังไม่มีการร่างออกมา
ดังนั้นจึงสร้างความกังวลเรื่องสุญญากาศทางกฎหมาย ที่จะเกิดขึ้นทันทีที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้
เนื่องจากมาตราที่เพิ่มความรับผิดชอบ เช่น การห้ามใช้แบรนด์เสมือน (Surrogate Branding) ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการโฆษณาแฝง (มาตรา 32/3) จะมีผลบังคับใช้ทันทีภายใน 60 วัน แต่มาตราที่เพิ่มเสรีภาพในการให้ข้อมูล (มาตรา 32/1) กลับยังใช้ไม่ได้ เพราะต้องรอกฎหมายลูก
“ดังนั้น จึงเท่ากับว่าระหว่างที่รอกฎหมายลูก ผู้ประกอบการก็จะไม่รู้ว่าขอบเขตของการให้ข้อมูลที่ทำได้มีอะไรบ้าง อีกทั้งยังมีแต่ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น โดยที่ยังไม่ได้รับเสรีภาพใหม่ ๆ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
ขอให้ยึดมั่นเจตนารมณ์กฎหมาย
“กวี” กล่าวต่อว่า ซึ่งสิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ คือ เรื่องของความรับผิดชอบในการทำความเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย ที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยการเปิดรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ผู้ผลิตรายย่อย สุราชุมชนไปจนถึงเจ้าของร้านอาหาร เพื่อให้กฎหมายลูกที่จะออกมานั้นปฏิบัติได้จริงและส่งเสริมเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
“เพราะเจตนารมณ์ที่ภาคธุรกิจคาดหวังให้ปรากฏในกฎหมายลูก คือการอนุญาตให้สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้ เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ลักษณะเด่นของรสชาติ (Tasting Notes) รางวัลที่เคยได้รับ โดยทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่ชักจูงให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม”
อย่าเพิ่งหวังเศรษฐกิจบูม
อย่างไรก็ตาม หากมองในส่วนของผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ เบื้องต้นมองว่าการปลดล็อกเวลาขาย 3 ชั่วโมงในช่วงบ่าย ไม่ได้หมายความว่ายอดขายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในช่วงเทศกาลปลายปีนี้ แต่เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกและเพิ่มโอกาสในการขายเท่านั้น
“เราอย่าเพิ่งคาดหวังว่า Festive Season นี้จะเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจริง ๆ คือเรื่องการสื่อสาร ซึ่งต้องรอกฎหมายลูก ต่อให้กฎหมายลูกออกมาแล้ว ภาคอุตสาหกรรมก็ยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัว ว่าจะสื่อสารอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีความรับผิดชอบ และมีประสิทธิภาพ”
ขณะเดียวกันในแง่ของภาพรวมเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมในปีนี้ก็ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศค่อนข้างชะลอตัวหรือทรงตัว ซึ่งอาจจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ “Trade Down” หรือการที่ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาถูกลง ดังนั้น ความหวังหลักจึงฝากไว้ที่ภาคการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งหากจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ตามเป้า ก็อาจช่วยกระตุ้นการบริโภคโดยรวมให้กลับมาคึกคักได้
ท้ายที่สุด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายที่พยายามสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นในสังคม แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายหลักเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “กฎหมายลูก” ที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่า “เจตนารมณ์” ที่ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันมาตลอดหลายปี จะถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง หรือจะกลายเป็นเพียงความหวังที่เลือนรางท่ามกลางสุญญากาศทางกฎหมายต่อไป