ROJUKISS จัดทัพรุกต่างประเทศ ปั้นแบรนด์ก้าวสู่ผู้นำบิวตี้เอเชีย
คอร์ราโด จาควินโต
“ROJUKISS” ปรับทัพใหญ่สู้ศึกตลาดความงาม เปิดยุทธศาสตร์ “โรจูคิส 3.0” เร่ง “ถางวัชพืช” ล้างพอร์ตโฟลิโอ-โฟกัสสินค้าทำกำไร พร้อมปูพรมบุก 8 ประเทศปั้น New S-Curve หาโอกาส M&A หวังดันรายได้แตะ 4,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ก้าวสู่ผู้นำความงามแห่งเอเชีย
นายคอร์ราโด จาควินโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS เปิดเผยว่า แม้ช่วงปี 2568-2569 กำลังซื้อของผู้บริโภคชาวไทยจะชะลอตัวลง และภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีความไม่แน่นอน แต่อุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอาง เป็นหนึ่งในไม่กี่เซ็กเตอร์ที่ยังคงความแข็งแกร่ง
สะท้อนจากปัจจุบันผู้บริโภคยังใช้จ่ายกับเรื่องความสวยความงามและการดูแลตัวเองอยู่ ประกอบกับในตลาดมีผู้เล่นรายใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อชิงเม็ดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างแบรนด์ไทยและแบรนด์เกาหลีที่ยังคงครองตลาด
จากสมรภูมิที่เต็มไปด้วยคู่แข่งและความผันผวนนี้ บริษัทจึงตัดสินใจปรับกระบวนทัพ เพื่อนำก้าวเข้าสู่ยุค“โรจูคิส 3.0”
ปรับพอร์ตโฟลิโอ-สร้างกำไร
นายคอร์ราโดกล่าวต่อว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ “หว่านเมล็ดพันธุ์” เพื่อเร่งการเติบโต โดยบริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ครอบคลุมหมวดหมู่ที่กว้างขึ้น ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่เซรั่มหรือมาสก์หน้า แต่จะขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
“ที่ผ่านมาเราออกผลิตภัณฑ์กลุ่มกันแดด, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า และ Serum Treatment Pad เพื่อเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งผลตอบรับถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก”
รวมถึงยังเตรียมรุกตลาดดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้ง Shopee, Lazada, TikTok ผ่านการใช้กลยุทธ์ KOL/KOC เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ โดยคาดว่าจะช่วยผลักดันให้บริษัทสามารถกลับมาสร้างการเติบโตของรายได้และกำไรในระดับสองหลักได้ตามเป้าหมาย
หลังปี 2568 บริษัทเดินหน้า “ไถ่ถอนหน้าดินและกำจัดวัชพืช” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูกครั้งใหม่ เน้นความคล่องตัว ด้วยการบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างเข้มข้น ลดสินค้าที่หมุนเวียนช้า และตัดจำหน่ายสินค้าที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกจากพอร์ตโฟลิโอ
รวมถึงจะเปลี่ยนโฟกัสจากการกระจายทรัพยากรไปในหลายแบรนด์ หันมาทุ่มสรรพกำลังให้กับ 2 แบรนด์เรือธงหลัก ได้แก่ “Rojukiss” ในกลุ่มสกินแคร์ และ “Sis2Sis” ในกลุ่มเมกอัพ โดยวางแผนเพิ่มงบฯลงทุนด้านการตลาดกว่า 150-200 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% เพื่อรีแบรนด์และปรับภาพลักษณ์สินค้าให้มีความทันสมัย สะท้อนความเป็นนวัตกรรมจากเกาหลีที่เข้าถึงได้ง่าย ทั้งในแง่ของราคาและคุณภาพที่เข้าใจผิวคนเอเชีย
โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 842.2 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 121.2 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต โดยยอดขายของแบรนด์ “โรจูคิส” เติบโต 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สยายปีกสู่ “น่านน้ำใหม่”
นอกจากนี้ บริษัทยังมี “New S-Curve” อย่างการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายระยะสั้นที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้แตะ 10% ภายในปี 2569 และขยับขึ้นเป็น 20% หรือมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท ภายในปี 2573
สำหรับยุทธศาสตร์ในการบุกตลาดต่างประเทศ จะใช้โมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.การเข้าไปทำตลาดโดยตรง ด้วยการตั้ง Country Manager เพื่อดูแลและสนับสนุนด้านการตลาดอย่างใกล้ชิด ในกลุ่มประเทศยุทธศาสตร์อย่างลาว เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย 2.การแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายรายเดียว สำหรับตลาดที่มีศักยภาพสูง และ 3.การขายผ่านค้าส่งสำหรับตลาดอื่น ๆ
“ปัจจุบันบริษัทเริ่มส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมาแล้ว และจะเริ่มจำหน่ายสินค้าในเวียดนามช่วงต้นปี 2569 รวมถึงยังมีแผนเดินหน้าปักธงในตลาดใหม่ ๆ เพิ่มเติม ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ตามเป้าหมายส่งออกไปยัง 8 ประเทศ”
มองหาโอกาส M&A
นายคอร์ราโดกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน บริษัทยังเปิดกว้างสำหรับโอกาสในการควบรวมกิจการ (M&A) เพื่อเร่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมองหาเป้าหมายที่เป็นธุรกิจในกลุ่ม Personal Care, Skincare หรือ Cosmetics ที่มีขนาดรายได้ประมาณ 300-600 ล้านบาท (มูลค่าดีล 500-1,000 ล้านบาท) เพื่อเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอ
โดยจะเน้นธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง แต่ไม่จำเป็นต้องมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง และต้องเป็นธุรกิจที่สามารถสร้าง Synergy ร่วมกับบริษัทได้
อย่างไรก็ตาม การทำ M&A เป็นเป้าหมายในระยะยาวที่ต้องใช้ความระมัดระวัง ดังนั้น บริษัทจึงจะให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักและการขยายตลาดต่างประเทศให้สำเร็จก่อน
สู่ปีแห่งการเก็บเกี่ยว
นายคอร์ราโดกล่าวย้ำว่า จากการปรับโครงสร้างภายใน การบริหารจัดการต้นทุน และการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มั่นใจว่าปี 2568 บริษัทจะสามารถประคองตัวผ่านช่วงท้าทายด้วยตัวเลขการเติบโตที่เป็นบวก หรือเติบโตในระดับ Single Digit ก่อนจะเร่งเครื่องเต็มสูบในปี 2569 เพื่อกลับมาเติบโตในระดับสองหลัก และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการมีรายได้แตะ 4,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ที่เปรียบเสมือนปีแห่งการ “เก็บเกี่ยวผลผลิต” จากเมล็ดพันธุ์ที่ได้หว่านลงไป
“ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง พอร์ตโฟลิโอสินค้าที่ตอบโจทย์ ทำให้เชื่อว่าบริษัทจะสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้เล่นตัวจริงในสนาม Health & Beauty ระดับเอเชียได้แน่นอน”