เจาะกลยุทธ์แบรนด์แฟชั่น ‘เกาหลี’ ไอไอคอมบายนด์ ชิง Top of Mind ตลาดลักเซอรี่
สัมภาษณ์
ท่ามกลางการแข่งขันและความท้าทายในตลาดแบรนด์หรู หรือลักเซอรี่ของไทยที่มีผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมาก “ไอไอคอมบายนด์” เป็นหนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ระดับหลายร้อยล้านบาทในปี’68 นี้จากการมีร้าน Gentle Monster เพียง 2 สาขาที่เอ็มควอเทียร์ และสยามพารากอนรวมถึงยังตัดสินใจลงทุนอีก 100 ล้านบาท ปักธง HAUS NOWHERE พื้นที่รีเทลแนวใหม่ที่ไอคอนสยามด้วย
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “สลิล สุญาณเศรษฐกร” ประธานกรรมการ บริษัท ไอไอคอมบายนด์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์แฟชั่นสัญชาติเกาหลี อาทิ Gentle Monster, TAMBURINS และอื่น ๆ ถึงแนวคิดการสร้างความโดดเด่นและการเติบโตในตลาดลักเซอรี่ของไทยท่ามกลางการแข่งขันดุเดือด
“สลิล” อธิบายว่า ต้องยอมรับว่าปี’68 นี้เป็นปีที่ตลาดลักเซอรี่ค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากหลังวิกฤตโควิด-19 ผู้บริโภคเริ่มกลับมาใช้ชีวิตแบบออฟไลน์มากขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาดรีเทลและลักเซอรี่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ตลาดลักเซอรี่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยนิยามของความลักเซอรี่ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้าราคาแพง แต่หมายถึงสินค้าที่สามารถสร้างความพึงพอใจและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภค Gen Z กลายเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาดลักเซอรี่ เนื่องจากความชอบสร้างและเผยแพร่คอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นผ่านกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย โดยการจะเข้าถึงกลุ่ม Gen Z นั้นแบรนด์ต้องตอบโจทย์ความพึงพอใจและไลฟ์สไตล์ อย่าง ความต้องการสัมผัสสิ่งใหม่ซึ่งมีเพียงชิ้นเดียว หรือสถานที่เดียวเท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อหรือดูจากที่อื่นได้
เริ่มที่อยากให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ ไอไอคอมบายนด์ จึงต้องพัฒนายุทธศาสตร์ธุรกิจสำหรับชิงตำแหน่ง Top of Mind ด้วยแนวคิดการตั้งคำถามว่า “อยากให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไร ?” เพื่อนำไปสู่การออกแบบประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบร้านค้า การตั้งราคาสินค้า และบริการที่มีให้ตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมายที่ปัจจุบันเน้นเรื่องของประสบการณ์ได้อย่างตรงจุด แม้จะเป็นแบรนด์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศก็ตาม
ตัวอย่างเช่น บริการของ Gentle Monster ซึ่งในปี’69 จะเพิ่มบริการตัดแว่นเข้ามา รับเทรนด์การใส่แว่นสายตาแบบแฟชั่นเพื่อให้เป็นวันสต็อปเซอร์วิสและเพิ่มสัดส่วนการขายแว่นสายตาไปพร้อมกัน หลังที่ผ่านมาเรารับประกันแว่นแบบตลอดชีพ ซึ่งสร้างทั้งความประทับใจและความเชื่อมั่น หรือการวางระดับราคาที่สินค้าในไทยให้ใกล้เคียงกับที่เกาหลีให้มากที่สุด เป็นต้น

รวมถึงกลยุทธ์ออฟไลน์ที่เน้นสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ มีไฮไลต์สำคัญเป็นการทุ่มงบฯกว่า 100 ล้านบาท สร้าง “HAUS NOWHERE” พื้นที่รีเทลอาร์ตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแห่งที่ 5 ของโลก ต่อจากเกาหลีใต้ 2 แห่ง และจีน 2 แห่ง บนพื้นที่ 1,000 ตร.ม. บริเวณชั้น M ศูนย์การค้าไอคอนสยาม
ผสานแกลเลอรี่ศิลปะกับร้านค้า
โดย HAUS NOWHERE สาขากรุงเทพฯ จะไม่ใช่เพียงร้านค้าปลีกทั่วไป แต่เป็น “Future Retail” ที่ผสมผสานระหว่างพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ และการขายสินค้าเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการช็อปปิ้ง โดยรวบรวมแบรนด์แม่เหล็กในเครือ IICOMBINED มาไว้ในที่เดียว ได้แก่ Gentle Monster แบรนด์แว่นตาลักเซอรี่ และ TAMBURINS แบรนด์น้ำหอมและเครื่องหอมยอดนิยมที่กำลังเป็นกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่
พร้อมใส่ไฮไลต์สำคัญคือ การออกแบบสเปซที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสาขากรุงเทพฯ ซึ่งแตกต่างจากสาขาอื่นในโลก และรูปปั้นสุนัขดัชชุนขนาด 3 เมตร เป็นซิกเนเจอร์ประจำสาขากรุงเทพฯ รวมถึงสินค้าคอลเล็กชั่นลิมิเต็ดที่มีจำหน่ายเฉพาะประเทศไทยที่จะมีออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งแบบพัฒนาเอง และผ่านการคอลแลบส์กับพันธมิตร
ในระยะยาวจะอัพเกรด HAUS NOWHERE ย้ำโพซิชั่นหนึ่งในแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ ด้วยการผนวกวัฒนธรรมไทยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการตั้งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนไทยอีกด้วย
เล็งดึงแบรนด์ใหม่เสริมทัพ
ส่วนทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 จะรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมขยายสาขา Gentle Monster เพิ่มอีก 1 แห่งในหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างจังหวัดภูเก็ต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาพื้นที่ พร้อมทั้งวางแผนขยายสาขา TAMBURINS เพิ่มเติมอีก 3 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับแบรนด์เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณานำเข้าแบรนด์ใหม่อื่น ๆ ในเครือ IICOMBINED เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพิ่มเติม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอ อาทิ NUDAKE (นูเดค)คาเฟ่ครัวซองต์แนวศิลปะที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในโซลและเซี่ยงไฮ้ คาดว่าจะตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยที่ชื่นชอบคาเฟ่ และจะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดทราฟฟิกเข้าสู่ HAUS NOWHERE ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงแบรนด์ ATiiSSU แบรนด์หมวกดีไซน์ล้ำสมัยที่ได้รับความนิยมในหมู่ศิลปินดังระดับโลก
ทั้งนี้ ในระยะแรกอาจนำแบรนด์ใหม่เข้ามาทดลองตลาดในรูปแบบป๊อปอัพก่อน เนื่องจากเนื้อที่ของสาขาที่ยังจำกัด
มั่นใจ 5 ปีแตะ 1,000 ล้าน
“สลิล” ย้ำความมั่นใจว่า เป้าหมายรายได้ในปี’68 นี้ คาดว่าจะปิดยอดขายที่ 250 ล้านบาท จากการดำเนินงานของ Gentle Monster ที่มีอยู่เดิม และการเปิดตัว HAUS NOWHERE ขณะที่ในปี 2569 ตั้งเป้าการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 100% หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ 500 ล้านบาท และวางเป้าหมายระยะยาวภายใน 5 ปี จะสามารถสร้างรายได้แตะระดับ 1,000 ล้านบาท
โดยเชื่อมั่นว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง ประกอบกับศักยภาพของไอคอนสยามที่เป็น Global Destination จะช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโตได้ตาม เป้าหมายที่วางไว้