เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีรอยร้าวความสัมพันธ์ในครอบครัว “เบ็คแฮม” เป็นที่สนใจของทั้งในและต่างประเทศ โดยบรูคลิน เบ็คแฮม ลูกชายคนโตของ เดวิด และ วิกตอเรีย เบ็คแฮม ออกมาโพสต์ข้อความยาวผ่านอินสตาแกรม โต้ข่าวลือทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิตคู่กับภรรยา นิโคล่า เพลต์ซ พร้อมเปิดแผลลึกในครอบครัว จนทำให้ภาพลักษณ์ “Beckham Family” ที่ถูกสร้างมายาวนานพังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี
อ่านเพิ่มเติม : เปิดพอร์ตธุรกิจ ‘เบ็คแฮม’ ฟุตบอล แฟชั่น และไลฟ์สไตล์
ในมุมของการตลาดเอง กรณีดังกล่าวนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจว่า “รอยร้าว” ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้จะมีผลกระทบต่อแบรนด์และภาพลักษณ์แค่ไหน ?
รอยร้าว สะเทือนภาพ ‘ครอบครัว’
ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์สะท้อนความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” จากกรณีที่เกิดขึ้นกับครอบครัว “เบ็คแฮม”
ผศ.ดร.บุปผามองว่า ในเชิงของแบรนด์ อาจจะไม่กระทบหนัก เพราะในเชิงแบรนด์บุคคล ทั้ง ‘เดวิด เบ็คแฮม’ และ ‘วิคตอเรีย เบ็คแฮม’ ยังคงมีฐานแฟนคลับของแต่ละคน และยังคงมีภาพความสำเร็จในชีวิตส่วนตัว ทั้งในฐานะนักฟุตบอลและนักร้อง
แต่แบรนด์ที่อาจเจอผลกระทบจากเรื่องนี้ได้ คือแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ครอบครัว เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงถึงความสำเร็จในชีวิตส่วนตัว แต่เกิดความล้มเหลวขึ้นในความเป็นครอบครัว
ยิ่งในสิ่งที่บรูคลินกล่าวถึง โดยเฉพาะการกล่าวว่าพ่อแม่เป็นผู้สร้างภาพความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควบคุมไม่ให้พูดไม่ได้ และด้วยการที่ลูกชายซึ่งเป็นคนในครอบครัวเป็นผู้เปิดเผยเอง ยิ่งทำให้คำพูดดังกล่าวมีน้ำหนักมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์สูญเสียความเชื่อมั่น เพราะแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สื่อสารออกมาไม่ใช่ “ตัวตนจริง”

หนึ่งเหตุการณ์ มีทั้งคนได้-คนเสีย
ผศ.ดร.บุปผากล่าวเพิ่มเติมว่า ในเหตุการณ์นี้ นอกจากเป็นแง่ลบแล้ว ยังเป็นแง่บวกสำหรับบางกลุ่ม เช่น สื่อ และ Influencer ที่ได้คอนเทนต์และสร้าง Engagement ได้จากข่าวนี้ สินค้าแฟชั่น สินค้าต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในภาพข่าว จนถึงบริษัทเทคโนโลยี จากการใช้งานแพลตฟอร์มแปลภาษาเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศ
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในหนึ่งเหตุการณ์จะเกิดผลกับแต่ละคนต่างกัน อาจจะเป็นประโยชน์ หรือผลกระทบของคน ๆ นั้น
“คำว่าแบรนด์ มีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่แบรนด์จะกระทบ ถ้าใครคนนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง แต่มันจะมีใครได้ประโยชน์ด้วย จากผลกระทบนั้นเสมอ แบรนดิ้งกับการตลาดมันต้องไปด้วยกัน เหมือนคุณวิเคราะห์ SWOT เหตุการณ์หนึ่ง เหตุการณ์อาจจะเป็น O (Opportunity) ของคนหนึ่ง แต่อาจจะเป็น T (Threats) ของอีกคนหนึ่ง” ผศ.ดร.บุปผากล่าว
“โซเชียลมีเดีย” กระทบแบรนด์มากกว่าที่คิด
ผศ.ดร.บุปผาสะท้อนอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือเรื่องของโซเชียลมีเดียที่มีผลต่อเรื่อง ‘ภาพจำ’ โดยมองว่าภาพจำเป็นสิ่งที่ในปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน เพราะภาพจำถูกสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งการเติมคอนเทนต์เข้าไป และมีการกระจายของเนื้อหาที่รวดเร็วมาก
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องระวัง ทั้งแบรนด์ส่วนตัว และแบรนด์ธุรกิจ เพราะจะสามารถควบคุมผลกระทบบนโซเชียลมีเดียได้ยาก และอาจสร้างภาพลักษณ์กลับมาใหม่ไม่ทัน
“มันมีข้อดี คือช่วยส่งต่อโอกาสได้เร็ว คนบางคนเป็นแค่คนที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน พอสื่อออกไป คนรู้จักเลยดังเลยข้ามคืนก็มี ฉะนั้น เหมือนดาบสองคม อยู่ที่ว่าคุณเป็นคนดีจริงไหม เป็นธุรกิจที่ดีจริงไหม ที่คุณจะไม่ต้องกลัวว่า ถ้าเกิดมีหอกกลับมา คุณสามารถตัดหอกนี้ทิ้งได้ แล้วคุณไม่ต้องโดนหอกทิ่มแทง แต่ถ้าคุณไม่มี คุณก็ต้องเตรียมใจไว้ว่า วันหนึ่งคุณอาจจะโดนสิ่งที่คุณทําไว้ กลับคืนสนอง” ผศ.ดร.บุปผากล่าว
อ่านเพิ่มเติม : เปิดพอร์ตธุรกิจ ‘เบ็คแฮม’ ฟุตบอล แฟชั่น และไลฟ์สไตล์