ม.หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. 2569 อยู่ที่ 49.5 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่ ธ.ค. 2565 เหตุผู้บริโภคกังวลสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ราคาน้ำมันสูง กดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพ จับตาเดือน มิ.ย. หลังเริ่มใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” คาดเงินลงเศรษฐกิจฐานราก 5-6 หมื่นล้านบาท บวกบอลโลกหนุนเงินสะพัดอีก 2 หมื่นล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 49.5 ปรับตัวลดลงจาก 50.6 ในเดือนเมษายน และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา
ปัจจัยสำคัญมาจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ต้นทุนสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากยังรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามว่าจะมีแนวโน้มรุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติได้เร็วหรือไม่ รวมถึงมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงคราม ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะออกมาได้เร็วเพียงใดและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้มากน้อยแค่ไหน
สำหรับองค์ประกอบดัชนีสำคัญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 43.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 47.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 57.9
ศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายนจะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญว่า ผู้บริโภคเริ่มกลับมามั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตหรือไม่ หลังรัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ต่อเนื่อง 4 เดือนถึงเดือนกันยายน 2569
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคมยังปรับตัวลดลง แม้ประชาชนจะเริ่มรับรู้ว่ารัฐบาลเตรียมออกโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่การจับจ่ายใช้สอยจริงยังไม่ได้เกิดขึ้น และเม็ดเงินยังไม่เริ่มลงสู่ระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้น ต้องจับตาตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการใช้จ่ายตามสิทธิที่ประชาชนได้รับในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินราว 50,000-60,000 ล้านบาท ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายในพื้นที่ และร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการได้
นายธนวรรธน์กล่าวว่า เม็ดเงินจากโครงการดังกล่าวน่าจะช่วยให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายนปรับตัวดีขึ้นได้ ประกอบกับช่วงเดียวกันมีการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งคาดว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ช่วยกระตุกบรรยากาศการใช้จ่ายในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม
“เราเชื่อว่าในเดือนมิถุนายน เงินจากไทยช่วยไทยพลัสประมาณเดือนละ 60,000 ล้านบาท รวมกับบอลโลกที่คาดว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท น่าจะช่วยกระตุกบรรยากาศของเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ทำให้เรามีมุมมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นยังต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางว่าจะรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือยืดเยื้อต่อเนื่องหรือไม่ เพราะอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนสินค้า และบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ นายธนวรรธน์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ GDP ขยายตัวเพียง 1.2% ก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นเป็น 2.5% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2569 GDP ขยายตัวได้ 2.8%
ส่วนระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางว่าจะคลี่คลายลงได้หรือไม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะส่งผลต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ใกล้เคียง 2% และยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่านั้น โดยอยู่ในกรอบ 2-2.5%
ด้านสถานการณ์แรงงานในประเทศ นายธนวรรธน์กล่าวว่า อัตราการว่างงานของไทยอยู่ที่ 0.9% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราการว่างงานสูงถึง 3-5% สะท้อนว่าไทยยังไม่ได้มีปัญหาการว่างงานในภาพรวม
“อัตราการว่างงานไม่ได้สูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 0.9-1% ถือว่าเป็นกรอบที่มีการจ้างงานเต็มที่พอดี และยังไม่มีการปลดคนงานอย่างเห็นได้ชัด เพราะสถิติการว่างงานยังไม่เกิด แต่อาจเห็นข่าวการปิดกิจการบ้าง หรือมีข่าวการปลดคนงานบ้าง คิดว่ามาจากสาเหตุที่ธุรกิจนั้น ๆ ไม่สามารถสู้ค่าแรงได้ ไม่มีสภาพคล่องในการจ้างงานต่อได้ และที่สำคัญอาจมีการปรับไปใช้เทคโนโลยี หรือ AI เข้ามาช่วยในการทำงานแทน จึงทำให้การจ้างงานใหม่ไม่เกิดขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลอัดเม็ดเงิน 170,000 ล้านบาทก้อนแรก ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 250,000 ล้านบาท จะช่วยประคองเศรษฐกิจและการจ้างงานได้
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบางกลุ่มอาจยังไม่สดใสมากนัก เนื่องจากเผชิญการแข่งขันสูงจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจขายสินค้าทางออนไลน์
ขณะเดียวกัน การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ช่วยผ่อนคลายภาระดอกเบี้ย โดยส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม และเปิดช่องให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐปล่อยกู้ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan จะช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น และลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องในระยะต่อไป
เชื่อมั่นหอการค้า พ.ค.ร่วง 3 เดือนติด สงคราม-ต้นทุนพลังงานกดดันธุรกิจ
นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย หรือ TCC INDEX เดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นภาคธุรกิจและหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 41.7 ลดลงจากเดือนเมษายน 2569 ที่อยู่ระดับ 42.2 และปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เนื่องจากยังมีสัญญาณความวิตกกังวล โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตโดยรวม
เมื่อแยกดัชนีตามกลุ่มธุรกิจ พบว่าความเชื่อมั่นลดลงจากเดือนเมษายนในทุกรายการ ได้แก่ ภาคการบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า ภาคการค้าชายแดน ภาคบริการ และการจ้างงาน
โดยดัชนีภาคการค้าปรับตัวลดลงมากที่สุด 1.1 จุด รองลงมาคือการค้าชายแดนและการจ้างงาน ซึ่งลดลงเท่ากัน 0.8 จุด โดยเฉพาะด้านการจ้างงานเริ่มมีสัญญาณการเลิกจ้าง หรือ lay off ในบางสถานประกอบการ สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนของภาคธุรกิจ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยรายภูมิภาค พบว่าปรับตัวลดลงทุกพื้นที่ โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 43.3 ลดลงจาก 43.7 ในเดือนเมษายน ภาคกลางอยู่ที่ 41.9 ลดลงจาก 42.4 ภาคตะวันออกอยู่ที่ 46.8 ลดลงจาก 47.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 38.6 ลดลงจาก 39.3 ภาคเหนืออยู่ที่ 42.7 ลดลงจาก 43.2 และภาคใต้อยู่ที่ 41.6 ลดลงจาก 42.1
ปัจจัยลบสำคัญมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยจาก 32.347 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 มาอยู่ที่ 32.527 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569
ภาคธุรกิจยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงาน หากผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจ ขณะเดียวกัน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตของประชาชน
อีกปัจจัยที่กดดันคือราคาข้าวเปลือกเจ้าและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกรในบางพื้นที่ ขณะที่ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และปุ๋ยเคมี
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน
นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวได้ 2.8% ขณะที่การส่งออกเดือนเมษายน 2569 ขยายตัว 23.12% มีมูลค่า 31,582.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตลาดทุนยังมีสัญญาณบวก โดย SET Index เดือนพฤษภาคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้น 74.68 จุด จาก 1,493.69 จุด ณ สิ้นเดือนเมษายน มาอยู่ที่ 1,568.37 จุด ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม
ขณะเดียวกัน ผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวและส่งออกไปยังตลาดที่มีความต้องการ ช่วยสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร ส่วนภาคท่องเที่ยวได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล หรือ Long Haul โดยเฉพาะตลาดยุโรปและอเมริกา
สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจเห็นว่ารัฐควรเร่งรับมือวิกฤตต้นทุนพลังงาน โดยจำเป็นต้องตรึงหรือพยุงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระต้นทุนภาคขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า
นอกจากนี้ ควรเร่งเตรียมความพร้อมระบบชลประทานและแหล่งกักเก็บน้ำชุมชน เพื่อรองรับภัยแล้ง พร้อมส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำในพื้นที่
ผู้ประกอบการยังเสนอให้เดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยขยายหรือสานต่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน
ขณะเดียวกัน ควรบังคับใช้มาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มงวด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควัน ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่ที่ให้ความร่วมมือ
ภาคธุรกิจยังเสนอให้ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงภาคบริการและการจ้างงานในพื้นที่ รวมถึงรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน