วงการอินฟลูฯอินโดสะเทือน กฎหมายใหม่ห้ามเด็กเล่นโซเชียล
คอลัมน์ : Market Move
กฎหมายฉบับใหม่ของอินโดนีเซีย ซึ่งห้ามเด็กอายุตํ่ากว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ฯลฯ ไม่เพียงกระทบต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม แต่ยังส่งผลกระทบกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์รุ่นเยาว์ที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวด้วย
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่า อินฟลูเอนเซอร์รุ่นเยาว์และครอบครัวจำนวนมากในอินโดนีเซียกำลังเผชิญความท้าทายและความไม่แน่นอนจากกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย
ทั้งนี้เนื่องจากตามข้อมูลของ World Population Review อินโดนีเซียเป็น 1 ใน 5 ประเทศหลักของฐานผู้ใช้ Instagram และ YouTube รวมถึงเป็นฐานผู้ใช้ TikTok อันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกาด้วย
ขณะเดียวกันแม้ไม่มีการเก็บสถิติชัดเจน แต่กระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียระบุว่า 48% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งในจำนวนนี้หลายพันคน/ครอบครัว พึ่งพารายได้จากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ของลูก ๆ เนื่องจากฐานผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมาก ทำให้อาชีพอินฟลูเอนเซอร์เป็นแหล่งรายได้ที่มีศักยภาพสูง
สอดคล้องกับการประเมินของ StarNgage บริษัทการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในสิงคโปร์ที่ระบุว่า ในอินโดนีเซีย อินฟลูเอนเซอร์ระดับนาโนที่มีผู้ติดตาม 1,000-10,000 คน อาจได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 2 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 3,700 บาทต่อแคมเปญ ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ระดับกลางที่มีผู้ติดตาม 100,000-500,000 คน จะได้รับค่าตอบแทนระหว่าง 10 ล้านรูเปียห์ถึง 35 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 18,600-65,000 บาท
ตัวอย่างอินฟลูฯ รุ่นเยาว์และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ เช่น “ชาริสสา ปุตริ” หรือ “ชาช่า” อายุ 14 ปี ซึ่งมีผู้ติดตาม 800,000 คนบนอินสตาแกรม และ 47,000 คนบนติ๊กต๊อก โดยเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวที่ประกอบด้วยแม่และน้อง ๆ ด้วยรายได้กว่า 20 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน
อีกรายคือ “คากุม โปเอตรี” เด็กหญิงวัย12 ปี ซึ่งเจ้าตัวและแม่ย้ายจากบ้านเกิดที่เมืองเปกันบารู จังหวัดเรียว ไปยังจาการ์ตาเมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้โปเอตรีได้ไล่ตามความฝันในการเป็นอินฟลูเอนเซอร์
หลังโปเอตรีทำคอนเทนต์สอนแต่งหน้าให้กับผู้ติดตาม 46,000 คนบนอินสตาแกรม โดยมีรายได้จากการเป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างน้อยเดือนละ 3 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 5,500 บาท/เดือน ในขณะที่คุณแม่ของเธอทำงานเป็นเชฟในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของอินโดนีเซีย
ขณะที่หน่วยงานเอกชนในอินโดนีเซียยังมีความเห็นแตกต่างกัน อาทิ “ซูซานโต” ประธานสมาคมนักวิชาการการอุดมศึกษาแห่งอินโดนีเซีย สนับสนุนการห้ามใช้โซเชียลมีเดีย โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยปกป้องเด็ก ๆ จากการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ภาวะซึมเศร้า พร้อมย้ำว่าการปกป้องเด็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้ ส่วนการขาดแคลนแรงงานเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่จะต้องแก้ไข
ขณะที่ “อาหมัด อัฟฟานดี” โฆษกกระทรวงส่งเสริมบทบาทสตรีและคุ้มครองเด็ก มีท่าเป็นกลางมากกว่า โดยกล่าวว่า การปรากฏตัวของอินฟลูเอนเซอร์เด็กเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคดิจิทัล แต่ยังยืนยันว่าเนื้อหาที่มุ่งเป้าไปที่ผู้ชมอายุน้อยต้องเป็นการส่งเสริมพัฒนาการในเชิงบวกด้วย
“เราไม่ได้ผลักดันให้มีการจำกัดเฉพาะเจาะจงสำหรับอินฟลูเอนเซอร์เด็ก แต่ต้องการเสริมสร้างแนวทางด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถแสดงออกได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย”
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองสำหรับประเทศอื่น ๆ ที่มีแนวทางจะนำกฎหมายห้ามผู้เยาว์ใช้งานโซเชียลมีเดียมาใช้