ค้าปลีก โตติดดิน ค่าแรง-กำลังซื้อ โจทย์หิน
การเติบโตของธุรกิจค้าปลีก ถือเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่สำคัญ เพราะผู้บริโภคยังต้องกินต้องใช้ แต่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตัวนี้กลับเติบโตต่ำกว่าจีดีพีของประเทศ สะท้อนถึงภาพกำลังซื้อภายในประเทศที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
“วรวุฒิ อุ่นใจ” ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่า แนวโน้มธุรกิจค้าปลีกครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะเติบโต 2.5% เป็นผลมาจากหลายปัจจัยทั้งแนวโน้มกำลังซื้อที่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่แนวคิดของนโยบายรัฐบาลที่จะขึ้นค่าแรงจาก 300 บาท เป็น 400 บาทก็เป็นอีกโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับขึ้นค่าแรงใหม่จริง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีค้าปลีกโดยตรง เพราะจะทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นอีก 30% ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะที่ผ่านมาก็จ่ายค่าแรงสูงกว่า 400 บาทอยู่แล้ว เพื่อจูงใจพนักงาน ดังนั้น รัฐบาลอาจจะต้องพิจารณานโยบายนี้ให้รอบคอบก่อน
“ถ้ารัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงรอบใหม่ สิ่งที่จะตามมาคือ ภาวะเงินเฟ้อ เมื่อเงินเฟ้อ สินค้าก็จะปรับขึ้นราคา สุดท้ายกำลังซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น และอีกสิ่งที่ต้องกังวล คือ การลงทุนใหญ่ ๆ จากทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น หรือบริษัทข้ามชาติก็จะไหลไปเวียดนาม ไปประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตอีกรอบเพื่อลดต้นทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของไทยในอนาคตด้วย”
“วรวุฒิ” กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมตลาดปลีกปีนี้ คาดว่าจะโตไม่ถึง 3% หรือเฉลี่ยแค่ 2.3-2.5% จากปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตต่ำสุดติดต่อกันต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเนื่องจากโครงสร้างภาษีสินค้ากลุ่มลักเซอรี่ของไทยเมื่อเทียบกับหลายประเทศแถบเอเชียยังสูงกว่า ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ซื้อสินค้าลักเซอรี่ในไทย อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีเพียง 1 ราย แต่มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามากว่า 40 ล้านคนต่อปี ทำให้ตลาดค้าปลีกไม่โต เมื่อเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ที่มีผู้เล่นดิวตี้ฟรีถึง 10 ราย ทำให้ธุรกิจค้าปลีกโดยรวมของเกาหลีใต้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก ทั้งที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่าไทย ขณะที่ไทยภาพรวมธุรกิจค้าปลีกกลับเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น
“ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดค้าปลีกเติบโตต่ำผิดปกติต่อเนื่องมาหลายปี นั่นคืออัตราการเติบโตต่ำกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี และปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่า 3% ถือว่าเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน”
พร้อมกันนี้ “วรวุฒิ” ยังมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลว่า ควรปรับโครงสร้างภาษีสินค้าลักเซอรี่ใหม่ และไตรมาส 3 นี้ สมาคมจะเข้าไปหารือกับรัฐบาลอีกครั้ง ขณะเดียวกันควรจะเปิดให้มีผู้แข่งขันบนตลาดดิวตี้ฟรีเพิ่มขึ้น 4-5 ราย เพื่อกระตุ้นให้ค้าปลีกโดยรวมเติบโต และส่งเสริมให้ไทยเป็นเดสติเนชั่นด้านการช็อปปิ้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแรงด้วย
ขณะเดียวกัน การเข้ามาของออนไลน์ช็อปปิ้งก็กระทบต่อตลาดค้าปลีก ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่และรายเล็กต้องปรับตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะค้าปลีกท้องถิ่นที่ต้องเพิ่มความหลากหลายให้แก่สินค้า เพื่อดึงความสนใจของผู้บริโภคให้ได้
“การเข้ามาของแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่อย่าง ลาซาด้า เจดี ยังไม่น่ากลัวเท่าสินค้าหนีภาษี หรือสินค้าหิ้วที่ขายบนช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซ ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 2-3 ล้านล้านบาท ซึ่งกระทบทั้งระบบไม่เฉพาะธุรกิจค้าปลีกเท่านั้น แต่กระทบต่อรัฐบาลด้วย เพราะไม่สามารถเก็บภาษีจากคนกลุ่มนี้ได้”
ถึงนาทีนี้อาจจะกล่าวได้ว่า ค้าปลีกไทยยังน่าห่วง เพราะยังมีปัจจัยอีกหลาย ๆ ปัจจัยที่พร้อมถาโถมเข้าใส่ ทั้งการขึ้นค่าแรง กำลังซื้อตก ภาษีสินค้ากลุ่มลักเซอรี่ที่ยังสูง ซึ่งยังจะกดให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกไทยเติบโตต่ำกว่าจีดีพีต่อไป