สัมภาษณ์พิเศษ
วิกฤตโควิด-19 ในปีนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจทุกเซ็กเตอร์ในปีนี้เกิดความท้าทาย (challenge) ใหม่ ๆ มากมาย ใครปรับตัวได้ก่อน รอดก่อนและเชื่อว่าธุรกิจเวลเนส หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพจะได้เปรียบธุรกิจอื่น เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคหลังจากนี้จะหันมาให้ความสนใจ และใส่ใจกับเรื่องของสุขภาพมากขึ้นในทุกมิติ
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “พัฒนพงศ์ รานุรักษ์” และ “ธเนศ จิระเสวกดิลก” 2 ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดี วี เอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้บริหารธุรกิจสปา และธุรกิจสุขภาพภายใต้แบรนด์ divana ถึงแนวทางการปรับตัว และทิศทางของธุรกิจสปาและเวลเนสหลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด รวมถึงแผนการลงทุนในอนาคต ไว้ดังนี้
ชี้โลกหลังโควิดไม่เหมือนเดิม
“พัฒนพงศ์” บอกว่า ส่วนตัวมองว่าหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ทุกธุรกิจจะเปลี่ยนแนวคิดไปจากเดิมเพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้าถึงเทคโนโลยี จากเดิมที่คนทำงานไม่เคย work from home ก็ได้ทำ ไม่เคยสั่งอาหารผ่านบริการแกร็บ หรือไลน์แมน ก็ได้ทำ จากที่เคยประชุมอยู่ในห้องประชุมก็เปลี่ยนมาประชุมโดยใช้แอปพลิเคชั่น zoom หรือ line ฯลฯ
นั่นหมายความว่า เมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน ธุรกิจทุกเซ็กเตอร์จะไม่สามารถอยู่แบบเดิมได้ ฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ การปรับบิสซิเนสโมเดล เพื่อให้ตอบรับกับวิชั่นและเป้าหมายในการเติบโตของธุรกิจตัวเองในอนาคต
โฟกัส “สุขภาพ-ความสุข”
สำหรับกลุ่มดีวาน่านั้น “พัฒนพงศ์” บอกว่า วิชั่นและเป้าหมายในขณะนี้ คือ ไม่ใช่บริษัทที่ทำเพียงแค่ธุรกิจสปา หรือคลินิกเท่านั้น แต่สิ่งที่โฟกัส คือ ทำเรื่องของ “สุขภาพ” และ “ความสุข” ในทุก ๆ มิติให้กับทุกคน และทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย
“เมื่อเป้าหมายของเรา คือ สุขภาพ ความสุข อะไรที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 เรื่องนี้ เราจะทำทั้งหมด ที่สำคัญ เราพบแล้วว่าที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นสปา หรือคลินิก ที่เราทำอยู่นั้นเป็น physical เมื่อเกิดวิกฤตมันถูกปิดได้ มีช่องทางเดียวที่ถูกเปิดคือ โลกของออนไลน์ เราจึงมองว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องของสุขภาพและความสุขเข้าถึงลูกค้าได้ในทุก ๆ ช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์”
เชื่อมต่อโลกเวลเนส 24 ชม.
ดังนั้น สิ่งที่กลุ่มดีวาน่ากำลังทำอยู่ในขณะนี้ คือ สร้างโลกขึ้นมาอีกใบหนึ่งเรียกว่า โลกของเวลเนส พร้อมทั้งนำสิ่งที่มีอยู่ในโลกของออฟไลน์ให้เข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ทั้งหมด จากนั้นก็ผสมผสานโลกทั้ง 2 ใบ ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
โดยมีเป้าหมายว่า ดีวาน่าจะดูแลสุขภาพให้กับคนไทยในทุกระดับแบบ everyday, everytime หรือตลอด 24 ชั่วโมงในทุก ๆ วัน
“เมื่อไหร่ที่ลูกค้าไม่มาหาเราที่สปา หรือที่คลินิก เราต้องเข้าหาลูกค้าได้ทั้งในเวลาหลับและในเวลาตื่น ดังนั้น สิ่งที่ต้องโฟกัส คือ การทุ่มเทกับการพัฒนาช่องทาง และแพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ ๆ พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายในโลกอนาคต”
เห็นโอกาสก่อน คือ “ผู้ชนะ”
“พัฒนพงศ์” ยังบอกอีกว่า สถานการณ์ในตอนนี้ “โควิด-19” ได้เข้ามาเซตซีโร่ธุรกิจทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าหลังวิกฤต หรือเมื่อกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ใครที่มองเห็นโอกาสและสร้างโอกาสได้มากกว่า คือ ผู้ชนะที่สำคัญคู่แข่งของ “ดีวาน่า” ก็ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจสปา หรือคลินิกแบรนด์อื่น ๆ เท่านั้น แต่เป็นใครก็ได้ที่เขาเข้าใจลูกค้า ถือว่าเป็นคู่แข่งหมด
ดังนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคตนี้ เราต้องประเมินและจิตนาการให้เห็นภาพเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
“ก่อนหน้านี้เรากระจายความเสี่ยงด้วยการขยายการลงทุนในแนวกว้าง ไม่ผูกอยู่กับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่จากนี้ไปเรามีแผนเพิ่มการลงทุนในแนวลึกในแต่ละกลุ่มเพิ่มขึ้นอีก ทั้งในส่วนที่เป็นธุรกิจออฟไลน์และออนไลน์ เพราะเชื่อมั่นว่าความหลากหลายจะช่วยสร้างความยั่งยืน”
เพิ่มสาขา-ขยายออนไลน์
“พัฒนพงศ์” อัพเดตภาพรวมธุรกิจของกลุ่ม “ดีวาน่า” ว่า ปัจจุบันมีธุรกิจ 5 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย
1.สปา (divana massage & spa) 4 แห่ง คือ สีลม, ชิดลม, นานา (สุขุมวิท) และทองหล่อ ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนราว 50%
2.เมดิคอลสปา (divana clinic) 4 แห่ง คือ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, อโศก (สุขุมวิท), สีลม และเซ็นทรัลเวิลด์ ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนราว 25%
3.ร้านอาหาร(divana cafe”) 4 แห่ง คือ เซ็นทรัล เวิลด์ 2 สาขา, พัทยา และภูเก็ต ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนราว 10%
4.สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม (divana product) มีเกือบ 200 สินค้า วางจำหน่ายทั่วประเทศตามศูนย์การค้าเซ็นทรัล, เดอะมอลล์ และสนามบิน (คิง เพาเวอร์ ทั้งสนามบิน และคิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์) ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนราว 15%
5.โรงเรียน ภายใต้ชื่อ “ดีวาน่า อินโนเวทีฟ เวลเนส สคูล” เน้นการเรียนการสอนด้านดิจิทัล นวัตกรรม พัฒนาทั้งบุคลากรและโปรดักต์ ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการมาได้ประมาณ 1 ปี
“ปี 2562 ที่ผ่านมา เราวางแผนว่าในปี 2563 จะเพิ่มสาขาใหม่อีก 6 แห่ง พอถึงช่วงปลายปีเราเห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องเทรดวอร์ จึงปรับลดแผนการขยายสาขาใหม่เหลือ 3 แห่ง และเหลือ 1 แห่งครึ่งเมื่อต้นปี แต่พอเจอวิกฤตโควิด ทุกอย่างต้องหยุดหมด”
“ธเนศ” เสริมว่า นอกจากแผนการขยายสาขาแล้ว กลุ่มดีวาน่ายังให้น้ำหนักกับการขยายธุรกิจในฟากของออนไลน์ด้วย ซึ่งขณะนี้บริษัทได้พัฒนา “urban wellness platform” แพลตฟอร์มออนไลน์ที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ และนำบริการและองค์ความรู้ทั้งหมดมาตอบโจทย์เป้าหมายในด้านการดูแลสุขภาพให้กับคนไทยทุกระดับ ให้เข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง
“urban wellness เป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโต และคนเมืองส่วนใหญ่มีปัญหาใกล้เคียงกัน อาทิ กลุ่มคนทำงานจะเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม, ซึมเศร้า, ความเครียด, นอนไม่หลับ ฯลฯ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพของคนเมืองตามไลฟ์สไตล์แต่ละคนได้อย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนี้”
“ธเนศ” ย้ำว่า แผนงานดังกล่าวนี้จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์อย่างกลมกลืน และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือที่เรียกว่า wellness hybrid นั่นเอง
ขยับบุก “ต่างจังหวัด-ตปท.”
อย่างไรก็ตามประเมินว่า หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดยุติลง ธุรกิจกลับมาเปิดได้อีกครั้ง และตัวเลขรายได้เริ่มกลับมาได้สัก 50% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ หรือช้าสุด คือ ต้นปี 2564 นี้ “ดีวาน่า”จะเดินหน้าเปิดสาขาใหม่ตามแผนเดิมที่ชะลอไว้ในปีนี้ทันที อาทิ สาขาพัทยา, ภูเก็ต, สมุย, เวียดนาม, ดูไบ และในจีน
“พัฒนพงศ์” ให้ข้อมูลว่า สาขาพัทยา (เขาพระตำหนัก) จะเป็นพอร์ตการลงทุนที่ค่อนข้างใหญ่ ใช้งบฯลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และเป็นสาขาแรกที่มีบริการของดีวาน่าที่ครบทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสปา, คลินิก, ร้านอาหาร, ฟิตเนส ฯลฯ แต่จะทยอยทำเป็น 2 เฟส
ส่วนสาขาภูเก็ต จะเป็นอีกโมเดลหนึ่งที่ให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ สอดรับกับความเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเล ขณะที่สาขาสมุยก็จะเป็นโมเดลใหม่ที่เปิดให้บริการอยู่ในโรงแรมหรู และเป็นการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์
นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดสาขาให้บริการในตลาดต่างประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย ได้แก่ เวียดนาม, จีน, ดูไบ, บาห์เรน เป็นต้น
ปั้นรายได้พันล้าน-เข้าตลาด
“พัฒนพงศ์” ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่า ก่อนหน้านี้ กลุ่มดีวาน่าได้ทำการศึกษาและปรับแนวทางการบริหารเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในช่วงประมาณปี 2564 ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นปีที่บริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่ราว 1,000 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2652 ที่มียอดขายราว 400 ล้านบาท
“เดิมเราตั้งเป้าว่าถ้าสามารถขยายสาขาใหม่ได้อีก 6 สาขาตามแผน คือ พัทยา, ภูเก็ต, สมุย และในต่างประเทศอีก 3 สาขา เราจะมีรายได้ถึง 1,000 ล้านบาทในปี 2564 จากนั้นเราน่าจะมีความพร้อมในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ”
พร้อมย้ำว่า การวางเป้าหมายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น ประเด็นหลักคือ เป็นการเตรียมความพร้อมและทำให้บริษัทมีสุขภาพที่แข็งแรง
ไทั้งระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน และทำให้ระบบของบริษัทอยู่ในมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติทั่วโลก
เพราะเชื่อมั่นว่า หากบริษัททำระบบให้ได้ในระดับเดียวกับหลักการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แปลว่าเมื่อถึงเวลานั้น
“ดีวาน่า” จะทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเปิดดิวในเรื่องของฟันดิ้งต่าง ๆ รวมถึงเรื่องของพาร์ตเนอร์ด้วย…
คีย์ซักเซส “สติ-Mind Set” ก้าวผ่านวิกฤต-มองเห็นโอกาสใหม่
จากปี 2001 ที่แบรนด์ “ดีวาน่า”หรือ divana ก้าวสู่ธุรกิจ wellness industry ด้วยการเปิดธุรกิจสปา (ระดับพรีเมี่ยม) สาขาแรกบนถนนอโศก กรุงเทพฯ และประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งครบ 20 ปีบริบูรณ์ในปีนี้ ซึ่งปีที่เดิมทีเดียวได้เตรียมการขยายการลงทุนแบบก้าวกระโดด ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ แต่ทุกอย่างต้องเลื่อนไปทั้งหมด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด
“ธเนศ จิระเสวกดิลก” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ดี วี เอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้บริหารธุรกิจสปาและธุรกิจสุขภาพภายใต้แบรนด์ divana บอกว่า เขาเรียกการบริหารจัดการของกลุ่มดีวาน่าในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดนี้ว่า การบริหารจัดการบนวิกฤต หรือ on crisis management
โดยมีหัวใจสำคัญคือ ต้องใช้จิตใจที่เข้มแข็ง และกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น ฉับไว พร้อมทั้งอธิบายว่า การบริหารแบบ on crisis management ของกลุ่มดีวาน่านั้นจะมีการเช็กลิสต์ และใช้หลักการดูแลสุขภาพซึ่งเป็นความถนัดมาวางระบบที่เรียกว่า “เวลเนสเช็กลิสต์” เพื่อทำ wellness journey
ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1.หาสาเหตุของปัญหา เช็กว่าองค์กรมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน 2.หาทางแก้ไขปัญหาและทำตัวให้เบาที่สุด 3.ฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม และ 4.ป้องกันและวางรากฐานองค์กรให้อยู่ได้แบบยั่งยืน โดยทุกครั้งที่ประเมินสถานการณ์จะกำหนดอย่างน้อย 3 ซีนาริโอ ตั้งแต่ best case, base case ไปจนถึง worst case
สำหรับสถานการณ์ของดีวาน่าในขณะนี้น่าจะอยู่ในระดับ base case ไม่ใช่ best case แล้ว เพราะถ้าเป็น best case ทุกอย่างต้องกลับมาในเดือนมิถุนายนนี้ แต่เท่าที่ประเมินทุกอย่างน่าจะกลับมาได้ในช่วงปลายปี หรือต้นปี 2564 หรือช่วงที่มีวัคซีนป้องกันออกมาแล้ว และก็คงไม่ลงไปถึงระดับ worst case แต่ก็เตรียมพร้อมสำหรับการตั้งรับการกลับมาของลูกค้าไว้ในทุก ๆ ซีนาริโอแล้วเช่นกัน
“พัฒนพงศ์ รานุรักษ์” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง divana เสริมว่า ที่ผ่านมากลุ่ม ดีวาน่าเตรียมทั้งแผนตั้งรับ แผนเชิงรุก และแผนฉุกเฉิน ยกตัวอย่างเช่นแผนสำหรับการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งนั้นที่ผ่านมาเซตไว้ถึง 3-4 ซีนาริโอ
คือ ถ้ารัฐบาลมีนโยบายให้เปิดบริการได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เราจะทำอย่างไร ถ้ารัฐให้เปิดบริหารกลางเดือนพฤษภาคม จะทำอย่างไร หรือถ้ารัฐให้เปิดบริการต้นเดือนมิถุนายน จะทำอย่างไรรวมถึงหากรัฐเปิดให้บริการไปแล้วเกิดมีการระบาดรอบ 2 และต้องปิดการให้บริการอีกครั้ง จะต้องทำอย่างไร
ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ “ดีวาน่า” เตรียมแผนสำหรับการตั้งรับไว้ทุกรูปแบบ เพื่อให้ธุรกิจมีความพร้อมในทุกสภาวการณ์อย่างเต็มที่เมื่อกลับมาเปิดให้บริการ
และย้ำว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ สติ ต้องยอมรับผลกระทบและปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ และต้องมีไมนด์เซต (mind set) ที่ดีและเป็นบวก เพราะเชื่อว่า “ไมนด์เซต” ที่ดีจะทำให้ทุกคนผ่าน “วิกฤต” และมองเห็น “โอกาส” อยู่เสมอ เพราะจะทำให้เรามองเห็น “จุดอ่อน” ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากกล้าที่จะแก้ไข “จุดอ่อน” ก็จะทำให้ทุกธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ และ turn on ออกมาเป็น big opportunity หรือเป็นการเปิด “โอกาส” ครั้งใหม่นั่นเอง