“เอสเอฟ” เชื่อทัพหนังบ็อกซ์บัสเตอร์ปี’64 หนุนธุรกิจโรงภาพยนตร์ลุ้นทำนิวไฮ หลังผู้ชมส่งสัญญาณพร้อมใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง เดินหน้าลงทุนผุด 4 สาขา กทม.-ตจว.ตามแผนเดิม ก่อนต่อยอดกลยุทธ์โรงหนังโมเดลพิเศษจับผู้ชมพรีเมี่ยม-ร้านค้าสินค้าที่ระลึกจากหนังรับดีมานด์แฟนคลับ ส่วนโค้งท้ายปี’63 ลุ้นวันเดอร์วูแมน 1984 กู้ภาพรวมธุรกิจโรงหนังหลังหดตัวไปแล้ว 50-60%
นายสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงภาพยนตร์เอสเอฟซีเนม่า ฉายภาพว่า ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปี 2564 มีโอกาสสูงที่จะฟื้นตัวกลับมาได้อีกครั้ง เนื่องจากธุรกิจนี้มีคอนเทนต์จากฮอลลีวู้ดเป็นแม็กเนตหลักที่ดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาใช้บริการ และสร้างเม็ดเงินกว่า 80% ของวงการ
โดยในปี 2564 จะมีไลน์อัพหนังฟอร์มยักษ์ระดับบ็อกซ์บัสเตอร์ที่เลื่อนจากปีนี้ เตรียมเข้าฉายในโรงจำนวนมาก อาทิ เจมส์ บอนด์ 007, ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส, สไปเดอร์แมน, มิชชั่น อิมพอสซิเบิล ฯลฯ จึงน่าจะสามารถดึงดูดผู้ชมจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง และอาจกลายเป็นปีทองของธุรกิจ เช่นเดียวกับปี 2562 ที่ อเวนเจอร์ส : เผด็จศึก ช่วยผลักดันให้ตลาดทำสถิตินิวไฮ ก่อนจะชะลอตัวลงจากการระบาดของโควิด ซึ่งปี 2563 นี้ ตลาดน่าจะหดตัวอย่างน้อย 50%
นายสุวิทย์กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ฝั่งผู้ชมทั้งกลุ่มพรีเมี่ยมและกลุ่มทั่วไปมีสัญญาณความพร้อมจับจ่ายกับความบันเทิงในโรงภาพยนตร์ สะท้อนจากในเดือนพฤศจิกายน ที่เอสเอฟฯสามารถเปิดรอบฉายได้ถึง 4 รอบต่อโรง หรือ 80% ของช่วงก่อนโควิดแล้ว เชื่อว่าเป็นเพราะผู้คนยังต้องการกิจกรรมผ่อนคลาย และมองว่าโรงภาพยนตร์เป็นความบันเทิงที่เข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีหนังถูกใจเข้าฉายพร้อมลงทุนซื้อตั๋วเข้าชม รวมถึงป๊อปคอร์น เครื่องดื่ม และสินค้าพรีเมี่ยม
“สำหรับกระแสสตรีมมิ่งนั้นมองว่า ความเคลื่อนไหวของค่ายหนังที่นำคอนเทนต์ไปลงสตรีมมิ่งในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ในโลกตะวันตก นอกจากนี้ด้านรายได้จากการฉายในโรงยังคงสูงกว่าหลายเท่า ผู้สร้างจึงน่าจะเลือกโรงหนังเป็นช่องทางหลักในระยะยาว”
อย่างไรก็ตาม ระดับการหดตัวของธุรกิจโรงหนังในปี 2563 นี้จะมากน้อยเพียงใด ยังต้องจับตาผลตอบรับของวันเดอร์วูแมน 1984 ที่เป็นหนึ่งในหนังฟอร์มยักษ์ที่ถูกคาดหวัง และคาดว่าอาจขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินสูงสุดของปีนี้ โดยมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 17 ธันวาคมที่จะถึงนี้
สำหรับบริษัทปี 2564 เตรียมเดินหน้าลงทุนตามแผนเดิมที่วางไว้ โดยจะเปิดสาขาเพิ่ม 4 แห่ง รวม 20 โรง ใกล้เคียงกับปีก่อน ๆ แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 1 สาขา และต่างจังหวัด 3 สาขา ตามการขยายตัวของห้างค้าปลีกที่ต่างมุ่งตลาดต่างจังหวัด คาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 10-15 ล้านบาทต่อโรง รวมถึงอาจมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อสร้างโรงหนังโมเดลพิเศษสำหรับผู้ชมพรีเมี่ยมในต่างจังหวัดอีกด้วย เนื่องจากบางพื้นที่มีศักยภาพไม่แพ้กรุงเทพฯ
โดยโรงหนังโมเดลพิเศษนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ดึงดูดผู้ชมกลุ่มพรีเมี่ยมกำลังซื้อสูง และกลุ่มเซ็กเมนต์ต่าง ๆ เช่น คอหนัง, ครอบครัว ฯลฯ รวมถึงสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ที่ผ่านมาบริษัทมีโมเดลพิเศษ 5 แบบ คือ Zigma Cinestadium, MASTERCARD Cinema, CAT First Class Cinema, Happiness Cinema และ MX4D
ล่าสุดได้ทุ่มงบฯ 50 ล้านบาท จับมือกับกลุ่มบริษัท Lotus Bedding Group และโอมาซ (ประเทศไทย) ผู้จำหน่ายเครื่องนอนแบรนด์โลตัส โอมาซ และอื่น ๆ เปิดโรงหนังโมเดลใหม่ The Bed Cinema by Omazz ที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เน้นเจาะกลุ่มพรีเมี่ยม ด้วยจุดเด่นการนำที่นอนแบรนด์โอมาซที่สามารถปรับเอนนอน-นั่งมาติดตั้งแทนที่นั่งรวม 40 เตียง และตกแต่งบรรยากาศเหมือนบ้านสไตล์ modern luxury พร้อมบริการเลานจ์ ป๊อปคอร์น และเครื่องดื่ม ในราคาเริ่มต้น 900 บาท
“โรงใหม่นี้เป็นการร่วมมือแบบวิน-วิน โดยโอมาซที่ลงทุนด้านสินค้าจะได้สร้างการรับรู้กับผู้บริโภคระดับพรีเมี่ยม ส่วนเอสเอฟได้จุดขายใหม่ ๆ มาดึงดูดลูกค้า นอกจากนี้ยังเตรียมต่อยอดความสำเร็จของโมเดลการจัดฉายหนังแบบพิเศษ อย่างโรงหนังไดรฟ์อินในเร็ว ๆ นี้ รวมถึงโฟกัสธุรกิจร้านจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยมจากหนัง ซึ่งเริ่มขยายสาขาทั้งหน้าโรงและออนไลน์ในปีนี้อีกด้วย”
นายสุวิทย์ยังย้ำด้วยว่า โครงการเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในการปรับตัวรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่กระทบกับธุรกิจโรงหนังทั้งการปิดช่วงล็อกดาวน์ และยังทำให้หนังหลายเรื่องต้องเลื่อนการฉายออกไปเป็นปีหน้า ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับตัวหลายด้านทั้งในและนอกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการนำคอนเทนต์และอีเวนต์ต่าง ๆ เข้ามาฉาย-จัดในโรง อาทิ สารคดี ทอล์กโชว์ คอนเสิร์ต ฯลฯ เพื่อรักษาการรับรู้แบรนด์ในหมู่ผู้บริโภค พร้อมกับปรับการดำเนินงาน เช่น ลีนองค์กรโดยไม่ลดพนักงาน ปรับแผนการใช้งบฯแบบรายเดือน เป็นต้น