คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
ใครจะไปนึกว่าปัญหาเรื่อง “ลอตเตอรี่”ขายเกินราคา 80 บาทจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของรัฐบาลยิ่งกว่าหมูแพง-ไข่แพง-น้ำมันแพง ฯลฯ
“ลอตเตอรี่” กลายเป็นสินค้าจำเป็นมากกว่าสินค้าตัวอื่น ๆ
เหมือนกับว่าตรึงราคาลอตเตอรี่ได้เมื่อไร อัตราเงินเฟ้อจะลดลงทันที
ทั้งที่ “ลอตเตอรี่” ไม่ใช่สินค้าจำเป็น
ไม่ได้ทำให้ท้องอิ่ม ไม่ได้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า
แต่เป็น “สินค้าความหวัง”
คนซื้อลอตเตอรี่ คือ คนที่อยากรวยเร็ว
ถ้าเป็นคนจน เขาซื้อลอตเตอรี่เพราะหวังจะเปลี่ยนชีวิต
ทุกคนที่ซื้อ ไม่มีใครคิดแค่รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
ส่วนใหญ่จะแอบฝันถึงรางวัลที่ 1 …เปลี่ยนชีวิต
ส่วนคนที่มีเงิน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร “ลอตเตอรี่” เหมือนการพนันที่ถูกกฎหมายเอาไว้เสี่ยงดวงให้เลือดสูบฉีด
ยิ่ง “ลอตเตอรี่” ขายดี ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนไม่มี “ความหวัง”
ทำงานปกติ ไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้
ต้องพึ่งพาโชคชะตาและลอตเตอรี่เพียงอย่างเดียว
เหมือนที่เคยมีคนบอกว่าถ้าปีไหน “มาม่า” ขายดีผิดปกติ แสดงว่าเศรษฐกิจแย่ กำลังซื้อต่ำ
เพราะ “มาม่า” เป็นความอิ่มราคาประหยัดของคนไทย
ในมุมธุรกิจ ใครที่เห็นโครงสร้างราคาและการจำหน่ายล็อตเตอรี่ของกองสลากฯแล้ว
ทุกคนจะรู้เลยว่าไม่มีทางที่จะล็อตเตอรี่จะขายราคา 80บาท ได้เลย
ถ้ายังใช้โครงสร้างการจัดจำหน่ายเดิม
ล็อตเตอรี่เป็นสินค้าที่อายุสั้น คือ 15 วัน
งวดหนึ่ง มีสลากกินแบ่งรัฐบาลประมาณ 100 ล้านใบ
ต้องขาย 100 ล้านใบให้หมดภายในครึ่งเดือน
แค่กระจายสินค้าไปทั่วประเทศ ไปถึงทุกหมู่บ้านก็ยากแล้ว
นั่นคือ เหตุผลที่ต้องมีระบบเอเย่นต์หรือยี่ปั๊วเพื่อกระจายลอตเตอรี่ไปทั่วประเทศ
ถ้าคิดแบบกลไกธุรกิจปกติ การกระจายสินค้าไปถึงมือผู้บริโภคต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ 30-50%
ยิ่งสินค้าอายุสั้น ต้องกระจายเร็ว ก็ยิ่งแพง
แต่กำไรของล็อตเตอรี่ประมาณ 10 บาทจาก 70 บาท หรือประมาณ 14%
เห็นโครงสร้างแค่นี้ก็รู้แล้วว่าทำไมสลากกินแบ่งฯจึงขายเกินราคา
เป็นกลไกการตลาดปกติ ถ้ายังใช้ระบบเอเย่นต์อยู่
แต่หากเปลี่ยนเป็นขายออนไลน์ หรือมีตู้ขายลอตเตอรี่อัตโนมัติ แบบนี้ยังมีโอกาสที่จะขายราคา 80บาทได้บ้าง
เพราะลดต้นทุนด้านการกระจายสินค้า
เหมือนระบบที่ “มังกรฟ้า-กองสลากพลัส” เขาทำกัน
ถ้าเขาได้ต้นทุน 70.40 บาท ผมเชื่อว่าเขาจะขายในราคา 80 บาทได้
เพราะระบบออนไลน์ลดต้นทุนการกระจายสินค้าได้มหาศาล
ถ้าคนเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องธุรกิจ รู้จักกลไกการกระจายสินค้า และยอมรับในเทคโนโลยี
ทุกอย่างแก้ไขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมา ระดับที่ให้รัฐมนตรีเป็นประธาน และมีขุนพลอย่าง “แรมโบ้อีสาน” อยู่ข้างๆ
ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีเรื่องใหญ่กว่านี้มากมาย
การตั้งคณะกรรมการฯแบบนี้ คนในวงการเมืองเขาก็รู้ว่านี่คือ การตีเมืองขึ้นและเคาะกะลารูปแบบหนึ่ง
เพราะผลประโยชน์จากการขายลอตเตอรี่มหาศาล
แค่เปลี่ยนจากรายเก่า มาเป็นรายใหม่ก็รับเละแล้ว
และเป็นที่มาของ “คลิปล้อเล่น” ที่เขย่าการเมืองไทยในวันนี้
เรื่องยืมเงิน 5 ล้าน หรือ 15 ล้าน เล็กน้อยมาก
เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ในวงการหวย
เช่นเดียวกับเรื่อง “ลอตเตอรี่” ก็เป็นเรื่องที่เล็กมาก
เมื่อเทียบกับปัญหาเศรษฐกิจไทยในวันนี้
ผู้บริหารที่ดี ต้องรู้จักจัดลำดับความสำคัญครับ
อย่าคิดเรื่อง “การเมือง” ก่อน “บ้านเมือง”