เปิดพิมพ์เขียวเมืองอัจฉริยะ “Smart City รับ Thailand 4.0”

คอลัมน์ นอกรอบ

โดย พิเชษฐ์ ณ นคร

เมืองอัจฉริยะ หรือ smart city กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงกว้างทั้งระดับชาวบ้าน แวดวงวิชาการ ตลอดจนนักธุรกิจนักลงทุน ขณะที่รัฐบาลก็ให้ความสำคัญและพยายามผลักดันเมืองอัจฉริยะให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ด้วยการยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และมอบหมายให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว

เบื้องต้นได้กำหนดแนวทางในการผลักดันการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 5 แนวทางหลัก ๆ ประกอบด้วย 1.การพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบ 2.การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 3.การสร้างกลไกในการบริหารจัดการ 4.การวิจัยพัฒนา รวมทั้งนำนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมและต่อยอดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และ 5.การส่งเสริมให้มีการจัดเก็บข้อมูลในลักษณะ big data เพื่อผลักดันเมืองอัจฉริยะให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัดเป็นโครงการนำร่องหรือโครงการต้นแบบรวม 7 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น กับชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งถูกกำหนดเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC : Eastern Economic Corridor

เพื่อให้พอมองเห็นภาพที่หลายภาคส่วนกำลังพยายามผลักดันให้เมืองใหญ่เล็กทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเกิดการปรับเปลี่ยนในอนาคตอันใกล้ แปลงโฉมใหม่กลายเป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตครบครัน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด และแวดล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว เป็นเมืองสำหรับการอยู่อาศัย เมืองศูนย์กลางธุรกิจ การเงิน เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ อุตสาหกรรมไร้มลพิษ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปแต่ละเมือง แต่ละพื้นที่ ขอนำแผนปฏิบัติการวาระแห่งชาติ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำขึ้น มาถ่ายทอดต่อพอสังเขป

เป้าหมายในการขับเคลื่อน smart city เป็นการพัฒนาเมืองเพื่อการอยู่อาศัยในอนาคต โดยคำนึงถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคม โดยอาศัยดิจิทัลเทคโนโลยีช่วยในการบริหารจัดการ ทำให้เมืองมีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัย และเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาอยู่เสมอ และสามารถตอบสนองความต้องการตามบริบท และศักยภาพของเมืองที่ต้องการพัฒนา เช่น การเป็นเมืองศูนย์กลางการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ เมืองต้นแบบการเกษตรอัจฉริยะ ศูนย์กลางการบริการทางการแพทย์และสุขภาพระดับนานาชาติ เป็นต้น

ถือเป็นกลไกสำคัญที่สอดรับกับแผนพัฒนาประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” และการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

มีหลากหลายกิจการที่ต้องดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560-2564 เป้าหมายเพื่อให้มีต้นแบบเมืองอัจฉริยะที่ประสบความสำเร็จ และเกิดธุรกิจใหม่ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในพื้นที่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และมีหลายกิจกรรมต้องขับเคลื่อน

ประกอบด้วย การจัดประกวดการสร้างเมืองอัจฉริยะโดยหน่วยงานภาครัฐ ตามภารกิจหลักที่หน่วยงานนั้น ๆ รับผิดชอบดูแล พร้อมจูงใจให้ผู้ชนะการประกวดเป็นเจ้าภาพสร้างเมืองอัจฉริยะในพื้นที่นำร่อง สนับสนุนให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการพัฒนาเมืองรองรับอนาคต

การสนับสนุนให้มีหน่วยงานเมืองอัจฉริยะ (smart city office) เกิดขึ้นในระดับประเทศและระดับเมือง เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบในการบริหารจัดการโดยตรง มีรูปแบบการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวมทั้งทำหน้าที่ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในระยะยาว ตั้งแต่กำหนดนโยบาย เป้าหมาย การออกแบบ การพัฒนา การเลือกสรรเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม เป็นต้น

การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ด้วยการบูรณาการกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ควบคู่กับการจัดกลุ่มกฎหมายที่จำเป็นต้องบัญญัติขึ้นใหม่ ปรับปรุงกฎหมายบางฉบับ ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เป็นต้น

การส่งเสริมการจัดเก็บข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน สำหรับนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือต่อยอดการบริการ การดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัพ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นชุมชนการจัดงาน conference ในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของเมืองอัจฉริยะ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้รับประสบการณ์และการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ทั่วโลก

การผลักดันเมืองต้นแบบด้วยการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เป็นการสร้างเมืองต้นแบบ โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการคิด ออกแบบ การสร้างเมือง ด้วยการจัดทำเมืองต้นแบบอย่างน้อย 3 ขนาด ได้แก่ ขนาดใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ขนาดกลาง อย่างหนองคาย และเมืองอัจฉริยะขนาดเล็ก เช่น คลองหลวง ฯลฯ

ทั้งหมดนี้แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นนับหนึ่ง เป็นโครงการ แผนงานบนพิมพ์เขียว แต่หากทุกฝ่ายพร้อมลงแรง และเร่งผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติด้วยการพัฒนาเมืองใหม่อัจฉริยะนำร่อง ก่อนต่อยอดให้กระจายไปทุกภูมิภาค

อีกไม่นาน smart city จะพลิกโฉมประเทศ ยกระดับเมืองใหญ่ เล็ก สำหรับอยู่อาศัย ดำเนินธุรกิจ ฯลฯ กลายเป็นเมืองแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

Previous articleไปรษณีย์ไทยปรับลดราคา “อีเอ็มเอส” 5-115 บาท เริ่ม 1 ก.ค.นี้
Next articleรุ่นพี่ กยศ. นัดชำระหนี้ ส่งต่อโอกาสรุ่นน้อง