‘ผลิตภาพ’ ของ ‘ความโกรธ’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ปราปต์ บุนปาน
หลายปีก่อนหน้านี้ มีบางเสียงเคยบ่นว่า ที่การเมือง-สังคม-เศรษฐกิจไทยยัง “เปลี่ยนไม่ผ่าน” และหลุดไม่พ้นจาก “กับดักเดิม ๆ” มาร่วม ๆ สองทศวรรษแล้ว นั้นเป็นเพราะ “คนไทยโกรธไม่พอ”
แต่ในทุกวันนี้ เรา ๆ ท่าน ๆ คงสังเกตและรู้สึกได้ถึงข้อเท็จจริงในทางตรงกันข้าม นั่นคือ จริง ๆ แล้ว “คนไทยโกรธมากพอ” หรือบางคราว ก็อาจจะ “โกรธเกินพอ” แถมแลดูเป็นคน “ขี้หงุดหงิดง่าย” เลยด้วยซ้ำ
เห็นได้จากปฏิกิริยาเร่าร้อนล่าสุดที่เรามีต่อกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นจากประเทศอิตาลี ซึ่งแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม “อาการโกรธง่าย” ของคนไทยในปัจจุบัน คล้ายจะวางพื้นฐานอยู่บนเงื่อนไข-ข้อจำกัด 3-4 ประการ ดังนี้
ข้อแรก คนไทยมีความโกรธในลักษณะประเดี๋ยวประด๋าว สะเปะสะปะ วูบวาบ ร้อนแรง รวมหมู่ตามกระแสของโลกออนไลน์ แล้วความโกรธนั้นก็จะค่อย ๆ จางหายไป (โกรธง่ายหายเร็ว)
นี่คือวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยอาจมีข้อยกเว้นในกรณีของความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งการทะเลาะเบาะแว้งกันทางออนไลน์ ค่อย ๆ สั่งสมก่อตัวกลายเป็นความสัมพันธ์ระหองระแหงระหว่างประชาชนและรัฐบาลของสองประเทศ รวมทั้งปัญหาตามแนวชายแดน อันไร้ทางออกที่น่าพึงพอใจ มาตราบถึงปัจจุบัน
ข้อสอง พื้นที่ที่คนไทยใช้ระบายความโกรธของตนเองคือโซเชียลมีเดีย โดยที่ความโกรธระยะหลัง ๆ ของพวกเรา มิได้นำไปสู่การประท้วงบนท้องถนน-พื้นที่สาธารณะ หรือการออกมาตรการ “คว่ำบาตร” ทางเศรษฐกิจ-สังคมอย่างเป็นทางการและกว้างขวาง
หากพิจารณาว่า “เป้าหมายที่ถูกโกรธ” ในปัจจุบัน มักเป็นคนธรรมดาจากชาติตะวันตก (หรือไม่ก็รัฐมหาอำนาจทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ตัว) ความโกรธที่ลุกลามเร่าร้อน (แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว) ในอินเทอร์เน็ต ก็คงเปรียบเสมือน “อาวุธของคนเล็กคนน้อย” ที่ช่วยชุบชูจิตใจให้เรารู้สึกว่าตนเองพอจะมีอำนาจต่อต้าน “ผู้ที่มีพลานุภาพสูงส่งกว่า” ได้อยู่บ้าง
ส่วน “ผู้ถูกต่อต้าน” จะรู้สึกรู้สาถึงผลกระทบดังกล่าวแค่ไหน อย่างไร นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ข้อสาม “ความโกรธรวมหมู่” ของผู้คนในสังคม คืออารมณ์ความรู้สึกเบื้องหน้า ซึ่งผูกพันอยู่กับชุดอุดมการณ์ความคิดที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ในหลายประเทศ ความโกรธถูกผูกติดอยู่กับแนวคิดเรื่อง “การต่อสู้ทางชนชั้น” อันก่อตัวขึ้นจากความไม่พอใจต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง ในประเทศนั้น ๆ
แต่ “ความโกรธร่วมสมัย” ของคนไทย ยังถูกผูกแน่นอย่างแยกไม่ขาดออกจากอุดมการณ์ “ชาตินิยม” โดยมีศัตรูเป็นต่างชาติ (ที่หมุนเวียนเชื้อชาติ และสถานภาพสูง-ต่ำ ไปเรื่อย ๆ)
นี่เป็นสายสัมพันธ์แบบเดิม ๆ ที่พวกเราคุ้นชิน ไม่เคยสลัดได้หลุด และดำรงอยู่คู่สังคมไทยมานาน (อย่างน้อยก็) หลายทศวรรษ
ประการสุดท้าย สำหรับหลาย ๆ สังคม “ความโกรธรวมหมู่” สามารถถูกแปรผันดัดแปลงให้กลายเป็น “ผลิตภาพ” บางอย่างได้
ผลงานทางด้านวัฒนธรรม-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ชั้นยอด เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ บทเพลง วรรณกรรมในระดับนานาชาติที่แพร่กระจายไปถึงผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลกจำนวนไม่น้อย ก็เป็นผลผลิตที่ถูกสรรค์สร้างต่อยอดขึ้นมาจาก “ความโกรธร่วมกัน” ของกลุ่มคนในพื้นที่หนึ่ง ๆ หรือหลาย ๆ พื้นที่
เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่จนถึง ณ ขณะนี้ สังคมไทยและคนไทยยังไม่สามารถนำเอา “ความโกรธอันเอ่อท้น” ของตนเอง มาแปรสภาพเป็นพลังทางวัฒนธรรมหรือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจที่ “ประสบความสำเร็จอย่างสูง” เช่นนั้นได้