คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ประเทศไทยกับเมียนมามีพรมแดนติดกันกว่า 2,400 กิโลเมตร ผมฟังตัวเลขนี้ครั้งแรกยังตกใจ ไม่นึกว่าจะยาวขนาดนั้น ตลอดแนวชายแดนนี้มีทั้งตลาด แรงงาน ครอบครัว ชุมชน การค้า การลงทุน และปัญหาความมั่นคงปะปนกันอยู่ทุกวัน ชีวิตของคนสองประเทศจึงมีหลายมิติผูกเข้าด้วยกันอย่างที่คนในเมืองอาจคิดไม่ถึง
เมื่อเมียนมาไม่สงบ ไทยย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งการค้า การลงทุน อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด ผู้ลี้ภัย แรงงาน และความมั่นใจของนักลงทุน สันติภาพในเมียนมาจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ “ปัญหาของประเทศเพื่อนบ้าน” เพราะปัญหาของเพื่อนบ้านที่บ้านติดกันย่อมเป็นปัญหาของเราด้วย
ผมคิดว่าเรื่องนี้มีสองประเด็นที่เราควรมองให้ชัด
ประเด็นแรกคือ บทบาทของไทยในฐานะตัวกลางที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือ
ประเด็นที่สองคือ ผลประโยชน์ของไทยเอง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงานเมื่อเมียนมาเดินกลับเข้าสู่สันติภาพได้
ผมจึงเห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ แสดงความพร้อมให้ไทยเป็นผู้ประสานและอำนวยความสะดวกให้เกิดการพูดคุยเพื่อสันติภาพในเมียนมา ข่าวที่ระบุว่าหลายฝ่ายในเมียนมาเริ่มเปิดต่อการสนทนา เป็นสัญญาณที่ควรรับไว้อย่างจริงจัง เพราะสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานไม่มีทางจบลงด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว
ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันข่าวต่างประเทศรายงานบทบาทของ Maria Theresa Lazaro รมว.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะทูตพิเศษอาเซียนว่าด้วยเมียนมา ซึ่งได้พบกับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธบางส่วน และคณะเจรจา National Solidarity and Peacemaking Negotiation Committee ที่ฝ่ายทหารเมียนมาตั้งขึ้น เพื่อหารือแนวทางไปสู่การสนทนาทางการเมืองระดับชาติที่ครอบคลุมมากขึ้น การเคลื่อนไหวนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอย่างน้อยบางช่องทางของการพูดคุยยังไม่ปิดตาย
ผมเข้าใจดีว่าการพูดคุยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเมียนมาย่อมมีข้อท้วงติง อาจถูกมองว่าเข้าข้างหรือให้ความชอบธรรมแก่บางฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล แต่ในโลกแห่งความจริงสันติภาพแทบไม่เคยเริ่มจากโต๊ะเจรจาที่สมบูรณ์แบบ หากเรายังติดต่อบางฝ่ายได้ก็ควรใช้ช่องทางนั้นอย่างระมัดระวัง ในฐานะคนนอกที่เป็นกลาง ไม่ใช่เพื่อรับรองความถูกต้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้เสียงปืนค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยการสนทนา
นี่คือบทบาทที่ไทยควรทำให้ชัดในอาเซียน เราไม่ควรทำตัวเป็นคนตัดสินหรือผู้สั่งสอน แต่ควรเป็นประเทศที่มีวุฒิภาวะพอจะรับฟังทุกฝ่าย ประสานทุกช่องทาง และช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้การพูดคุยเกิดขึ้นได้ หากทำได้ดีไทยจะไม่ใช่แค่ประเทศที่ตั้งอยู่ติดกับเมียนมา แต่จะมีบทบาทนำในการพาอาเซียนกลับมาเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ยากที่สุดปัญหาหนึ่งของภูมิภาค
ตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องชายแดนเมียนมาคือเรื่องที่รัฐบาลต้องตื่นตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน 2567 ที่ความขัดแย้งบริเวณเมียวดี-แม่สอดส่งผลโดยตรงต่อคนไทยริมชายแดน และประชาชนเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบเข้ามา ก่อนหน้านั้นในเดือนมีนาคม 2567 ไทยก็เริ่มส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านช่องทางชายแดน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ
ประสบการณ์นี้ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่า ความมั่นคงของไทยกับความสงบของเมียนมาแยกจากกันไม่ได้
ผมพูดเสมอว่าไทยควรมีบทบาทเป็น “พี่ใหญ่” ในภูมิภาค ไม่ใช่ในความหมายของการใช้อำนาจเหนือใคร แต่หมายถึงประเทศที่มีความพร้อม มีเครือข่าย มีความน่าเชื่อถือ และมีความรับผิดชอบพอจะเปลี่ยนความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ให้เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมือง
เราเคยเห็นแล้วว่าไทยสามารถเป็นพื้นที่พูดคุยที่โลกไว้วางใจได้ ในเดือนมกราคม 2567 ระหว่างที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ไทยเคยเป็นสถานที่ให้ Jake Sullivan ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา และหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของจีน มาพูดคุยกันในกรุงเทพฯ ท่ามกลางความตึงเครียดของสองมหาอำนาจ นี่สะท้อนว่าไทยสามารถมีบทบาทที่น่าเชื่อถือโดยไม่กระโตกกระตาก
ประเด็นที่สองคือผลประโยชน์ของไทยเอง สันติภาพเมียนมาเป็นเรื่องเศรษฐกิจไทยโดยตรง หากไทยต้องการเป็น Hub ทางธุรกิจ การค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงภูมิภาค เราไม่สามารถปล่อยให้ชายแดนด้านที่ยาวที่สุดของเรากลายเป็นพื้นที่ของความไม่แน่นอนได้ นักลงทุนต้องการเสถียรภาพ ผู้ประกอบการไม่ต้องการความเสี่ยง และประชาชนที่อยู่ชายแดนต้องการชีวิตประจำวันที่ไม่ต้องผวากับเสียงปืนและการสู้รบ
การค้าชายแดนไทย-เมียนมามีมูลค่าหลักแสนล้านบาทต่อปี ด่านแม่สอด-เมียวดีเป็นหนึ่งในเส้นเลือดสำคัญของการส่งออกไทยไปเมียนมา ทุกครั้งที่ชายแดนสะดุด สินค้าสะดุด ผู้ประกอบการสะดุด รายได้ของคนตัวเล็กสะดุด และความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็สะดุดตามไปด้วย สันติภาพจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่สัมพันธ์กับต้นทุน การจ้างงาน และรายได้ของผู้คนจริง ๆ
แรงงานเมียนมาก็เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในภาคก่อสร้าง เกษตร ประมง อาหารแปรรูป บริการ และการผลิต เมื่อเมียนมาไม่สงบ การเคลื่อนย้ายแรงงานเปราะบาง ต้นทุนของผู้ประกอบการสูง ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์จัดการยาก ขณะที่แรงงานสุ่มเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อเรียกสินบนจากข้าราชการทั้งสองประเทศ เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทยมากกว่าที่เราจะนึกภาพออก
แน่นอนไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเมียนมาแทนประชาชนเมียนมาได้ และการอำนวยความสะดวกไม่ใช่การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่การให้ความชอบธรรมแก่ความรุนแรง กระบวนการใด ๆ ต้องครอบคลุมทุกฝ่าย ต้องเคารพเจตจำนงของประชาชนเมียนมา และสอดคล้องกับหลักการของอาเซียน
ไทยควรช่วยเปิดพื้นที่ ช่วยประสาน ช่วยลดความหวาดระแวง ทำให้การสนทนาที่แทบเป็นไปไม่ได้กลับมีโอกาสเริ่มต้นขึ้น บางครั้งสันติภาพไม่ได้เริ่มจากข้อตกลงใหญ่โต แต่เริ่มจากห้องเล็ก ๆ ที่คนซึ่งไม่ไว้ใจกันยอมกลับมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกันอีกครั้ง
“สันติภาพเมียนมา” จึงไม่ใช่ความฝันสวย ๆ ของนักการทูต แต่มันคือผลประโยชน์ของคนไทยครับ เพราะถ้าเพื่อนบ้านสงบ ชายแดนมั่นคง ปัญหาผู้ลี้ภัย ปัญหาการค้ามนุษย์ ยาเสพติด แรงงานเถื่อน สิ่งแวดล้อม ฝุ่น PM 2.5 สารพิษจากเหมือง จะไม่ตีบตันอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
ถ้าไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือได้ดี บทบาทของเราในภูมิภาคก็จะไม่ใช่แค่ประเทศที่บังเอิญตั้งอยู่ตรงกลางในแผนที่ แต่เป็นประเทศ “คนกลาง” ที่ช่วยทำให้ภูมิภาคนี้เดินไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็งไปด้วยกัน