“กู้เงิน-โอนงบฯ” ดูแลเศรษฐกิจ-สังคม พิษ “โควิด” หนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง
คอลัมน์ ดุลยธรรม
โดย อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานสถาบันปรีดี พนมยงค์
สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ได้ผ่านช่วงเวลาในการควบคุมโรคได้ดีอย่างประเทศไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไทยมีความได้เปรียบในแง่อากาศที่ร้อนมาก ๆ ซึ่งเชื้อโรคไม่สามารถเติบโตได้ และมีระบบการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคที่ดีในลำดับต้น ๆ ของโลก
การควบคุมการแพร่ระบาดในขณะนี้จึงต้องใช้ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงมาก จากการปิดกิจการต่าง ๆ และสั่งห้ามการเดินทาง ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรง จึงต้องหาเงินมาใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการขาดดุลงบประมาณเดิมอีกไม่ตํ่ากว่า 6 แสนล้านบาท จึงจะช่วยประคับประคองและอาจทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น และเริ่มขยายตัวเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า หากรัฐบาลไม่มีการทบทวนการจัดสรรเงินงบประมาณใหม่ และโอนงบประมาณที่ยังไม่ได้ใช้จ่ายในปีงบประมาณ 2563 รัฐบาลต้องกู้เงินมากกว่า 2 แสนล้านบาท หากทบทวนการจัดสรรงบฯใหม่จะลดความเสี่ยงฐานะทางการคลังในอนาคต ซึ่งการดำเนินการเรื่องดังกล่าวรัฐบาลควรต้องเปิดรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาการปรับโอนเงินงบประมาณโดยมีข้อเสนอ ดังนี้
ข้อเสนอที่ 1 ให้รัฐบาลปรับโอนงบประมาณ 300,000 ล้านบาท โดยปรับลดจากงบประมาณในปี 2563-2564 อาทิ ลดงบฯการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไม่ต่ำกว่า 50,000-60,000 ล้านบาท ปรับลดงบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลงเหลือเท่าที่จำเป็น ซึ่งสามารถปรับลดได้ 3,500 ล้านบาท (จากงบประมาณ กอ.รมน. 6,734 ล้านบาท) นำมาจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องช่วยหายใจ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ยาบรรเทาอาการของโรค การจัดสร้างหรือเตรียมพื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนาม เป็นต้น
ตัดงบประมาณการศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ตัดลดงบประมาณก่อสร้างอาคาร หน่วยราชการใหม่ ๆ ที่ไม่จำเป็นหรือสามารถเลื่อนการดำเนินการได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ตัดลดงบประมาณการก่อสร้างโครงการถนน การซ่อมสร้างสนามบินที่สามารถเลื่อนออกไปได้ ชะลอการก่อสร้างอาคารใหม่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินในภูมิภาค 80,000-100,000 ล้านบาท
ตัดลดค่าตอบแทนเงินเดือนของคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา คณะกรรมการองค์กรอิสระ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี ลดงบประมาณได้ไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท โดยโอนมาเป็นค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ ฯลฯ
ปรับโอนงบฯกลางมาใช้ในการควบคุมโรคโควิด-19 และรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการ lockdown และมาตรการจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯอีก 100,000 ล้านบาท
โดยมุ่งเน้นไปที่การชดเชยรายได้ให้กับแรงงาน และลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย และกิจการขนาดกลาง จัดสร้างโรงพยาบาลสนาม
ข้อเสนอที่ 2 ออก พ.ร.ก.เงินกู้ ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท หลังจากนั้นต้องนำรายละเอียดการบริหารจัดการและการใช้จ่ายเงินกู้มาพิจารณาในรัฐสภา เพื่อจัดทำเป็น พ.ร.บ.บริหารจัดการการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 และการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้เงินกู้ใหม่ชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมผ่านการใช้จ่ายภาครัฐในโครงการต่าง ๆประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยเน้นโครงการขนาดเล็ก ขนาดกลาง กระจายไปยังฟันเฟืองต่าง ๆ ทั่วประเทศผ่านกลไกกองทุนหมู่บ้าน เครือข่ายพัฒนาชุมชน และบริหารจัดการน้ำ ซ่อมสร้าง ปรับปรุงพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงการชลประทาน ขุดลอกคูคลองขนาดเล็ก
ใช้จัดตั้งกองทุนปรับโครงสร้างโรงงานอุตสาหกรรมให้สามารถผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือสนับสนุนการผลิตสินค้าบางอย่างที่คาดว่าจะขาดแคลน อันเป็นผลจากปัจจัยด้านราคา การชะงักงันของระบบขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ความไม่เพียงพอของอุปทานในการผลิตที่จะนำเข้าจากต่างประเทศ การลงทุน การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ใช้ชดเชยความจำเป็นที่อาจต้องปรับลดภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มในระยะต่อไป รวมทั้งเตรียมเงินไว้สำหรับการเข้าแก้ปัญหาระบบสถาบันการเงิน ตลาดเงิน รวมทั้งตลาดหุ้น ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
โดยยังไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในขณะนี้ เพราะเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศของไทยยังมีความมั่นคงอยู่ตราบเท่าที่การกู้เงินภายในประเทศเพื่อนำมาใช้จ่ายไม่ก่อให้เกิด crowding out effect เนื่องจากตอนนี้ภาคเอกชนหยุด เลื่อน และชะลอการลงทุนเป็นส่วนใหญ่ และการกู้เงินจากไอเอ็มเอฟพร้อมเงื่อนไขอาจทำให้ไทยสูญเสียอำนาจอธิปไตยในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ หากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดิ่งลงอย่างรุนแรงมากกว่านี้ และสภาวะดังกล่าวไม่ยาวนานมากกว่า 1 ปี ยังสามารถกู้ภายในประเทศได้ หรือหากจำเป็นต้องลงทุนโครงการใด ๆ สามารถกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย และเศรษฐกิจหดตัวติดลบในปีนี้ ระดับการติดลบขั้นต่ำไม่น่าจะต่ำกว่า 5-6% เกิดภาวะชะงักงันครอบคลุมเกือบทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ แม้ไม่มีมาตรการดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ก็ต้องทำขาดดุลงบประมาณ และต้องกู้เพิ่มอยู่แล้วโดยสภาพ เพราะไม่มีทางที่จะเก็บภาษีได้ตามเป้า
มาตรการการคลังชุดใหม่ต้องพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคน กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวทางเศรษฐกิจแบบฉับพลันและรุนแรง อาทิ ภาคท่องเที่ยว ภาคบริการ และกิจการอุตสาหกรรมบางส่วน ขณะที่ภาคเกษตรกรรมก็จะเผชิญภัยแล้งจึงจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณไว้ดูแลด้วย
ขณะที่ระดับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งนี้ไม่น้อยกว่าวิกฤตการณ์ปี 2540 แต่ครั้งนี้ครอบคลุมกลุ่มคนทุกสถานะทางเศรษฐกิจ
ที่กระทบหนักสุด คือ กลุ่มลูกจ้างรายวัน แรงงานนอกระบบ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ชนชั้นกลาง ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง การขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐเพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ชดเชย การหดตัวของการบริโภค การลงทุนของเอกชนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ไม่รั่วไหล มียุทธศาสตร์เป้าหมายชัดเจน และบูรณาการมาตรการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน