ทุก ๆ วันช่างเป็นวันที่ดี It”s a beautiful day !
คอลัมน์นอกรอบ รณดล นุ่มนนท์
สวัสดีครับ ทุก ๆ เช้า ก่อนไปโรงเรียน เด็กอเมริกันมักจะดูการ์ตูน พร้อม ๆ กับดูรายการทางโทรทัศน์เรื่อง “A Beautiful Day in The Neighborhood” ที่ เฟร็ด โรเจอร์ส (Fred Rogers) หรือชื่อที่เด็ก ๆ รู้จักกันดีว่า “มิสเตอร์โรเจอร์ส” ผู้ชายใจดี พูดช้า ๆ เสียงนุ่ม ๆ เป็นผู้ดำเนินรายการ รายการนี้ถือได้ว่าเป็นรายการฮิตและมีอิทธิพลต่อเด็กอเมริกันมาก ออกอากาศระหว่างปี 1968-2001 ยาวนานกว่า 31 ปี รวมทั้งหมด 895 ตอน
แต่ละตอนจะเริ่มเปิดฉากเมื่อเฟร็ดเดินร้องเพลง “Won”t You Be My Neighbor ?” เดินเข้ามาในฉากห้องนั่งเล่น ภายในบ้าน เปลี่ยนเสื้อสูท สวมใส่เสื้อสเวตเตอร์แทน นั่งลงเปลี่ยน รองเท้าทำงานมาเป็นรองเท้าผ้าใบสีสดใส แล้วจึงดำเนินรายการ ด้วยการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เด็กฟังผ่านหลายรูปแบบ
เช่น ร้องเพลง แสดงหุ่นเชิด พูดคุยกับบุรุษไปรษณีย์ที่มาส่งจดหมาย และมีการเชิญแขกร่วมรายการให้มาเล่าเรื่องที่เด็กสนใจ เช่น เรื่องความเป็นมาของดินสอเทียน การสาธิตตั้งเต็นท์ นอนค้างแรม การเรียนภาษามือจากลิงกอริลลา การขจัดความกลัวของเด็ก เช่น การไปหาหมอ รวมไปถึงเรื่องที่ผู้ใหญ่พยายามหลีกเลี่ยงไม่อธิบายให้เด็กฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัว การหย่าร้าง ไปจนถึงการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว

ในปี 1998 ทอม จูโนด์ (Tom Junod) นักเขียนรางวัล National Magazine ที่คนในวงการยกย่องว่า เขาคือ “ไมเคิล จอร์แดน ของวงการนักเขียนบทความในนิตยสาร” ได้รับมอบหมายจากนิตยสาร Esquire ให้เขียนเรื่องราวชีวิตของเฟร็ด เพื่อล้างภาพลักษณ์จากที่ทอมมักจะเน้นเขียนเรื่องด้านมืดของมนุษย์ เพราะก่อนหน้านี้ ทอมได้เขียนเปิดโปงชีวิตส่วนตัวของ เควิน สเปซีย์ (Kevin Spacey) ดารานักร้อง และผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ชื่อดังชาวอเมริกัน ที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม1/
ทอมให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า ตอนแรกได้รับมอบหมายก็ไม่อยากจะรับงานเขียนนี้เลย เพราะคิดว่าไม่น่าสนใจ และคิดว่าเฟร็ดทำรายการนี้ไปตาม “หน้าที่” เท่านั้น ทอมสารภาพว่า “ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าจะเริ่มต้นเขียนอะไรเกี่ยวกับคนคนนี้” (I had no idea how to write about a person like Fred) 2/
บ่ายวันหนึ่ง เมื่อทอมทราบว่าเฟร็ดอยู่ที่นิวยอร์ก เขาจึงโทรศัพท์ไปติดต่อขอสัมภาษณ์ เฟร็ดสะดุงตื่น ลุกขึ้นมารับสายอย่างงัวเงีย เพราะช่วงเวลานี้เขามักจะนอนหลับพักผ่อน เพราะตัวเฟร็ดเองเป็นคนที่รักษาวินัยในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด ทุกเช้าจะตื่นมาตอนตี 5 ครึ่ง สวดมนต์ เตรียมบทรายการ และตอบจดหมายเด็ก ๆ ที่เขียนมาถึง แล้วจึงออกไปว่ายน้ำเพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ที่ 143 ปอนด์ พอดิบพอดี ตรงกับจำนวนตัวอักษร “I love you”
เฟร็ดเชื้อเชิญให้ทอมมาพบที่อพาร์ตเมนต์ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในคราบชุดนอน บรรยากาศภายในที่สลัว ๆ ชวนให้ทอมคิดว่า คงจะเป็นการสัมภาษณ์ที่น่าเบื่อ ในวินาทีนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นโทรศัพท์จากโจแอนน์ (Joanne) ภรรยาของเฟร็ดที่มาจากเมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย เฟร็ดยื่นโทรศัพท์มาให้ทอม โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตั้งตัว เสียงจากสายของโจแอนน์ทักทายอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานาน
เป็นการเริ่มต้นการสัมภาษณ์ที่ทอมไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เมื่อเริ่มต้นการสัมภาษณ์ แทนที่จะเป็นทอมถามด้วยคำถามที่เตรียมไว้ กลับกลายเป็นเฟร็ดที่เปิดฉาก ด้วยคำถามว่า “คุณมีเพื่อนคนพิเศษหรือเปล่า อาจจะเป็นตุ๊กตาก็ได้หรือของเล่นที่รักมาก ๆ ก็ได้ คุณมีเพื่อนแบบนี้ไหม ?”
“มีครับ มิสเตอร์โรเจอร์ส” ทอมตอบ เฟร็ดก็รุกไล่ต่อไปว่า “เพื่อนคนพิเศษของคุณชื่ออะไร ?” ทอมตอบว่า “ชื่อ Old Rabbit ครับ”
“โอ้ Old Rabbit พนันได้เลยว่าคุณกับ Old Rabbit ต้องอยู่ด้วยกันตั้งแต่เขายังเป็น Young Rabbit เล่าเรื่อง Old Rabbit ให้ผมฟังสักหน่อยเถอะครับ”

คำถามของเฟร็ดทำให้บทสัมภาษณ์สนุกสนาน จนทอมเล่าเรื่อง Old Rabbit ตุ๊กตาในวัยเด็กของเขาอย่างไม่ยอมหยุด แต่ในที่สุดเฟร็ดยิ้มเมื่อทอมบอกแบบเขิน ๆ ว่าเขาต้องหยุดเล่าเรื่องแล้ว เพราะเขาอยากจะฟังเรื่องของมิสเตอร์โรเจอร์สมากกว่า
เฟร็ดจึงพูดขึ้นมาว่า “รู้ไหมว่าเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้คืออะไร” ก่อนตอบเองว่า “ก็คือได้คุยกับคุณไง”3/จากนั้นเฟร็ดก็ไปหยิบกล้องถ่ายรูป พร้อมบอกว่าเขาชอบถ่ายรูปเพื่อนใหม่เพื่อไปอวดโจแอนน์ และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างทอมและเฟร็ด
หลังจากนั้นทอมก็ได้ติดตามเรื่องราวของเฟร็ดตลอดมา เขาได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่ถ่ายทำรายการในเมืองพิตต์สเบิร์ก บ้านเกิดของเฟร็ด ได้ดูเทปตอนที่เฟร็ดร่วมร้องเพลง “It”s You I like” กับ เจฟฟ์ เออร์แลงเจอร์ (Jeff Erlanger) เด็กพิการวัย 10 ขวบที่ต้องนั่งวีลแชร์ตั้งแต่เกิด สายตาของคนทั้งสองบ่งบอกถึงความรักและความห่วงใยซึ่งกันและกัน พร้อมคำพูดของเฟร็ดที่ให้กำลังใจเจฟฟ์ว่า “หนูต้องขจัดความกลัวที่จะพบกับคนแปลกหน้า”
การได้พบกับเจฟฟ์เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างเท่านั้น ยังมีเรื่องของเด็กชายอีกคนหนึ่งป่วยเป็นโรคสมองพิการ พูดคุยไม่ได้เหมือนเด็กปกติ ต้องพูดผ่านคอมพิวเตอร์ เขาเกลียดโกรธตัวเองและมักทำร้ายตัวเองเสมอ ๆ
แต่สิ่งที่เขาชื่นชอบมากที่สุดคือรายการของมิสเตอร์โรเจอร์ส ที่เฝ้าดูมาตั้งแต่เด็กจนอายุ 14 ปี คุณแม่คิดว่าลูกมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
เพราะกำลังใจจากมิสเตอร์โรเจอร์ส เมื่อทราบว่าเฟร็ดจะเดินทางมาที่รัฐแคลิฟอร์เนีย คุณแม่จึงขอให้ลูกได้มีโอกาสได้พบกับเฟร็ด ตอนแรกลูกเกิดอาการหวาดวิตก จนต้องแยกตัวให้ไปอยู่อีกห้องหนึ่ง แต่แทนที่เฟร็ดจะไปที่อื่นตามกำหนดนัดหมาย เขากลับยกเลิกและนั่งรอจนหนูน้อยคนนั้นกลับมา
แล้วเฟร็ดจึงเข้าไปบอกว่า “ที่ลุงรออยู่ก็เพราะอยากให้หนูทำอะไรบางอย่างให้ลุง” หนูน้อยตอบผ่านคอมพิวเตอร์ว่า “ได้ครับ” เฟร็ดจึงบอกว่า “ลุงขอให้หนูสวดมนต์ภาวนาให้ลุงได้ไหม ?” (I would like you to pray for me. Will you pray for me ?) หนูน้อยถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ราวกับโดนฟ้าผ่า เพราะในชั่วชีวิต ไม่เคยมีใครมาขอร้องให้เขามาสวดมนต์ให้ มีแต่คนรอบข้างที่คอยสวดมนต์เพื่อให้เขากลับมาแข็งแรง
จากเหตุการณ์ในวันนั้น หนูน้อยจะสวดมนต์ให้กับเฟร็ดและคนที่เขารัก ทุก ๆ คืน โดยมีความเชื่อมั่น และไม่เคยเอ่ยปากว่าเขาไม่อยากมีชีวิตในโลกใบนี้อีกเลย เพราะทราบดีว่ามิสเตอร์โรเจอร์สอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้า และหากมิสเตอร์โรเจอร์สรักเขา ก็หมายความว่าพระเจ้าก็รักเขาเช่นกัน
เรื่องราวข้างต้นทำให้ทอมได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเฟร็ด ว่าเขาต้องการให้ทุกคนได้ปลดปล่อยความรู้สึกด้วยความจริงใจ และจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ บ่มเพาะความรักตนเองและคนรอบข้าง ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เด็ก ๆ ได้เห็นคุณค่าตัวเอง รักตนเอง ผ่านการยอมรับทุกความรู้สึกที่มี3/
ตอนจบรายการทุกตอน เฟร็ดจะพูดว่า “คุณได้ทำให้วันนี้เป็นวันพิเศษ เพียงแค่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครในโลกนี้ที่เป็นเหมือนคุณ และฉันก็ชอบคุณในแบบที่คุณเป็น” (You”ve made this day a special day, by just being you. There”s no person in the whole world like you, and I like you, just the way you are.)
ในช่วงสุดท้ายก่อนทอมลงมือเขียนบทความ เฟร็ดได้กล่าวกับทอมว่าผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ และไม่ได้มีพลังพิเศษใด ๆ ผมเคยคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงความคิดของเด็กได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การได้พูดและรับฟังเรื่องราวของเด็กแต่ละคน
พร้อมกับเตือนทอมว่า “อย่าลืมว่า ครั้งหนึ่งเราได้ผ่านชีวิต วัยเด็กเช่นเดียวกัน” บทความเรื่อง “Can You Say?Hero” เรื่องราวของมิสเตอร์โรเจอร์สได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Enquire ประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 1998 มีความยาวกว่า 1,400 คำ จากเดิมที่ทอมตั้งใจจะเขียนเพียง 400 คำ1/
1 ปีหลังจากบทความข้างต้นได้รับการตีพิมพ์ เฟร็ดได้รับรางวัลผู้จัดรายการโทรทัศน์เกียรติยศ (TV Hall of Fame) ผู้มอบรางวัลได้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการนำเจฟฟ์ เออร์แลงเจอร์ เด็กในวีลแชร์ ซึ่งในขณะนั้นอายุ 28 ปี มาแสดงความยินดี
เจฟฟ์กล่าวว่า “ทุก ๆ ครั้งในรายการ มิสเตอร์โรเจอร์สจะพูดว่า “It is you I like.” พวกเรารู้แก่ใจดีว่า เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริง ในฐานะตัวแทนของเด็กล้าน ๆ คน พร้อมผู้ใหญ่ที่เติบโตมากับการเฝ้าชมรายการนี้ ผมขอบอกว่า “It is you that I like.” ก่อนที่เฟร็ดจะกล่าวขอบคุณ พร้อมกับให้ทุกคนได้หลับตาเป็นเวลา 10 วินาที เพื่อ “นึกถึงคนที่รักเรา และทำให้เราเป็นเราในวันนี้”
เฟร็ดถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2003 ในวัย 74 ปี ฝากข้อเตือนใจให้เราได้คิดว่า ทุก ๆ วัน ช่างเป็นวันที่ดี (It”s a beautiful day !) ที่เราพร้อมจะปฏิบัติตนต่อเพื่อนบ้านและคนที่รัก เหมือนกับที่เราปฏิบัติต่อตัวเราเอง ในส่วนลึก ๆ สิ่งที่สำคัญในชีวิตของคนเรา ไม่ใช่เพื่อนำตัวเราไปสู่จุดมุ่งหมายเพียงคนเดียว ที่สำคัญกว่านั้นคือ การได้ช่วยเหลือให้ผู้อื่นไปสู่จุดมุ่งหมายร่วมกัน
เรื่องราวของมิสเตอร์โรเจอร์สและทอมถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์เรื่อง “A Beautiful Day in the Neighborhood” ที่ ทอม แฮงก์ส รับบทเป็น “เฟร็ด โรเจอร์ส” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผมเลือกดูในโรงภาพยนตร์ภายหลังผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 เฟส 3 เมื่อวันหยุด 2 สัปดาห์ที่แล้ว
