“มาตรการรัฐ-วัคซีน” ความหวังฟื้นเศรษฐกิจ
บทบรรณาธิการ
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่แม้กระจายในวงกว้างกว่า 60 จังหวัด จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากระลอกแรกหลายเท่าตัว แต่ระดับความรุนแรงกับยอดผู้เสียชีวิตลดลง ขณะที่ภาคเศรษฐกิจ ธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยกว่ารอบแรก ที่ยังน่าห่วง คือ ความเสียหายและการสูญเสียโอกาสจากยอดขาย รายได้ที่ลดน้อยลงต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจหลายสาขายิ่งมีปัญหาหนัก
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมประเมินว่า นอกจากโควิด-19 ระลอกใหม่กระทบเศรษฐกิจไทยไม่รุนแรงเท่ารอบแรกแล้ว การกระตุ้นจากมาตรการของภาครัฐที่ออกมาเร็วและตรงจุด กับการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ เพียงแต่ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม กนง.ชี้ว่าสถานการณ์ขณะนี้ที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ปัจจัยสำคัญระยะสั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ การประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาและฟื้นฟูเยียวยา ควบคู่กับการจัดหาและการกระจายวัคซีนป้องกันโควิดอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เพราะท่ามกลางวิกฤตที่ดำรงอยู่ แม้รัฐบาลจะผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มให้ภาคธุรกิจ สถานประกอบการเปิดดำเนินการได้ แต่หลายกิจการต้องดำเนินการภายใต้ข้อจำกัด ขณะที่ภาคท่องเที่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องสารพัดปัญหายังถาโถม แถมคาดเดาได้ยากว่าเมื่อใดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมา ตัวแปรหลักจึงอยู่ที่มาตรการรัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ กับวัคซีนป้องกันโควิด
การฟื้นฟูเยียวยายังมีความจำเป็นและต้องดำเนินการต่อเนื่อง ภายใต้วงเงินงบประมาณ และวงเงินกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทที่มีอยู่จำกัด จึงต้องช่วยเหลือภาคธุรกิจ ประชาชนที่ถูกกระทบให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
ขณะเดียวกันต้องเร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนภาครัฐ อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบให้เกิดการหมุนเวียนในช่วงที่การลงทุนภาคเอกชน กำลังซื้อและการบริโภคยังไม่ฟื้น
ช่วงรอยต่อที่รอก่อนมีวัคซีนโควิด-19 มาป้องกันความเสี่ยงด้านสุขอนามัย สร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทยทั้งประเทศ การประคับประคองทุกภาคส่วนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากจึงน่าจะเป็นหนทางเดียวที่ยังพอมีหวัง
การผลักดันมาตรการรัฐ เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ กับการจัดหาและกระจายวัคซีนให้เป็นไปตามไทม์ไลน์จึงต้องไม่ให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ประเทศและเศรษฐกิจในภาพรวมจึงจะมีภูมิคุ้มกัน ก้าวเดินไปข้างหน้าไม่สะดุด