สร้างภูมิคุ้มกันยั่งยืนให้กับประเทศ
บทบรรณาธิการ
การกระจายฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐด่านหน้าลอตแรกมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน เป็นความหวังเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังรอคอยมาปีเศษ แต่ยังต้องตั้งการ์ดสูง
การแพร่ระบาดของโควิดคลัสเตอร์ใหม่จาก 6 ตลาดย่านบางแค ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีการแพร่กระจายของเชื้อในลักษณะซูเปอร์สเปรดเดอร์เคสล่าสุด ตอกย้ำให้เห็นถึงอันตรายและความเสี่ยงทางด้านสุขอนามัยที่หลายคนคาดไม่ถึง ดับฝันอีเวนต์รื่นเริงช่วงเทศกาลสงกรานต์วิถีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
จากก่อนหน้านี้ภาครัฐโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เตรียมผ่อนคลายมาตรการอีกระลอก ใช้โอกาสวันหยุดยาวส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเดินทาง ต่อลมหายใจภาคธุรกิจท่องเที่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง แต่หลังพบการติดเชื้อคลัสเตอร์ใหม่ การสาดน้ำ ประแป้ง วันสงกรานต์จำต้องเว้นวรรคไปอีกปี
ไม่แปลกที่ภาคธุรกิจเอกชนซึ่งร่วมระดมสมองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีสัมมนา Thailand next normal วัคซีนเศรษฐกิจ วัคซีนประเทศไทย จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา จะสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะโดยให้รัฐเปิดกว้างในการกระจายวัคซีนโควิด เพราะมองว่าหากการฉีดวัคซีนครอบคลุมในวงกว้างเร็วเท่าใด จะช่วยให้ภาคธุรกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นได้เร็วขึ้นเท่านั้น
ขณะที่ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลสำรวจความต้องการวัคซีนโควิด-19 ว่า มีสมาชิก ส.อ.ท.แสดงความจำนงต้องการวัคซีนเบื้องต้น 109 บริษัท กว่า 5.1 หมื่นราย ใน 22 จังหวัด โดยพร้อมเสียค่าใช้จ่ายเอง
การบริหารความเสี่ยง สร้างสมดุลด้านสุขอนามัยกับด้านเศรษฐกิจ สมการวิถีใหม่ ความสมดุล ความพอดี แก้ปัญหาได้ทั้งเรื่องปากท้อง ความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพอยู่ตรงไหน เป็นโจทย์ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาคำตอบ ยิ่งช้าจะยิ่งเสียหายและสูญเสียโอกาส
เพราะท่ามกลางความไม่แน่นอนในขณะนี้ นอกจากปัจจัยเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว เงื่อนเวลาและความรวดเร็วในการตัดสินใจ ถือเป็นตัวแปรหลักที่จะพลิกสถานการณ์จากลบให้เป็นบวก
ที่สำคัญแม้จะมีวัคซีนช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงสุขอนามัย แต่เศรษฐกิจไทยที่ถูกกระทบหนัก ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมประสบปัญหารุนแรง นอกจากต้องฉีดวัคซีนให้มีภูมิคุ้มกันแล้ว การรักษา ฟื้นฟู เยียวยาต่อเนื่องยังจำเป็นและต้องเร่งทำ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้กับประเทศ