ค่าเหยียบแผ่นดิน เลิกใช้คำนี้ดีกว่าไหม ?

คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า
[email protected]

เป็นประเด็นร้อนที่มาแรงในวงการท่องเที่ยวสำหรับกระแสข่าวที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ออกมาประกาศว่าประเทศไทยจะจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” กับนักท่องเที่ยวต่างชาติคนละ 300 บาท ในวันที่ 1 เมษายน 2565 นี้

พร้อมทั้งประเมินแบบฝันหวานไปว่า หากปี 2565 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 5 ล้านคน ประเทศไทยจะจัดเก็บเงินส่วนนี้ได้ถึง 1,500 ล้านบาท

ทันที่มีข่าวออกมา เอกชนท่องเที่ยวคัดค้านทันที โดยให้เหตุผลว่า นโยบายดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของประเทศ ที่สำคัญด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาอยู่แล้วยิ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์” เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ซึ่งดูแลตลาดอินบาวนด์ (นักท่องเที่ยวขาเข้า) บอกว่า เข้าใจว่ารัฐบาลทำการศึกษาถึงแนวทางการจัดเก็บมานานแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ในวันนี้ไม่มีเหตุผลที่จะเริ่มจัดเก็บแต่อย่างใด

“ค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก หรือกรณีที่เราอยากจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว หรืออยากจะอัพตลาดสู่ไฮเอนด์ แต่ไม่ใช่ปี 2565 นี้แน่นอน”

คำถามที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือไม่ ?

ประเด็นนี้ผู้เขียนขอย้อนกลับไปในช่วงปี 2562 หากคนในวงการท่องเที่ยวจำกันได้ในช่วงนั้น กระทรวงการท่องเที่ยวฯได้ทำพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ดังกล่าวลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้วันที่ 20 พฤษภาคม 2562

“โชติ ตราชู” ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯในช่วงนั้น ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สาระสำคัญประการหนึ่งของ พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ ได้กำหนดไว้ว่าให้รัฐสามารถจัดเก็บเงินค่าประกันภัยและประกันชีวิตจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

และนำมาบริหารภายใต้ “กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติ” และมีคณะกรรมการบริหารอย่างชัดเจน

โดยวัตถุประสงค์หลักของการจัดเก็บ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.นำไปจ่ายเป็นค่าประกันภัย และประกันชีวิตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ

เรียกว่า ใช้สำหรับการดูแลชีวิตและความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวไม่ต้องซื้อประกันเอง

และ 2.นำไปพัฒนา ฟื้นฟู และปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยว และทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว

ส่วนจำนวนการจัดเก็บที่อัตรา 300 บาทนั้น ทางกระทรวงได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวรทำการศึกษาเชิงลึกในรายละเอียดว่าหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่มีการจัดเก็บว่าแต่ละประเทศมีโมเดลจัดเก็บอย่างไร

ดังนั้น การประกาศจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว” นั้น จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในเวลานี้

ขณะที่ภาคเอกชนก็มองในมุมของการทำการตลาด ซึ่งไม่แปลกที่จะมีความเห็นที่แตกต่าง และมองว่านโยบายดังกล่าวนั้นไม่สอดรับกับสถานการณ์ และทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขัน พร้อมย้ำว่า เป็นนโยบายที่ “ได้” ไม่คุ้ม “เสีย”

สำหรับผู้เขียนเข้าใจว่า กระทรวงท่องเที่ยวมีความจำเป็นต้องจัดเก็บ เพราะสำนักงบประมาณตัดงบดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วตั้งแต่ปี 2562 แต่ควรเปลี่ยนรูปแบบของการสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้

เริ่มตั้งแต่การตีความ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว” โดยเรียกว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ซึ่งคำนี้คนฟังมักจะคิดในมุมที่เป็นลบ

แน่นอนว่า หากคิดมุมนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการทำการตลาดและแข่งขันกับนานาประเทศทันที เพราะมองว่าเป็นต้นทุนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องแบกรับ



หรือกรณีจัดเก็บ 300 บาทรัฐควรชี้แจงให้ชัดเจนถึงข้อดี และหลักการบริหารจัดการ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน

ดังนั้น จึงอยากให้รัฐพิจารณาเปลี่ยนวิธีการสื่อสารใหม่ เพื่อให้คนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้าใจและสื่อสารไปยังคู่ค้า และนักท่องเที่ยวในต่างประเทศว่าประเทศไทยมีระเบียบใหม่ จะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว

โดยเงินที่เก็บนั้นจะนำมาดูแลด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อประกันภัย และประกันชีวิตเหมือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่มาจะได้รับการบริการที่มีคุณภาพ แหล่งท่องเที่ยวสะอาด ปลอดภัย

และเลิกใช้คำว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” จะดีกว่าไหม ?

 

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ