คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วรรณโชค ไชยสะอาด
ปี 2568 เป็นปีที่เราถูกท้าทาย เผชิญหน้าและวนเวียนอยู่กับ 3 เรื่องหลัก
1.ภาษีทรัมป์ ที่ยังป่วนการค้าโลกและกลายเป็นความไม่แน่นอนให้กับทุกห่วงโซ่อุปทาน ดีลภาษีไทย-สหรัฐ ดูท่าจะไม่จบในปีนี้
2.การเปลี่ยนแปลงอำนาจและความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล จาก “แพทองธาร ชินวัตร” สู่ “อนุทิน ชาญวีรกูล”, การสลับตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะรัฐมนตรีและความสับสนในคดีทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ
บทบาทการนำที่มีต้นทุนต่ำ หมายถึงคะแนนเสียงหรือจำนวน สส. รัฐบาลต้องทำงานภายใต้รัฐบาลผสม นำไปสู่การบริหารงานที่ไร้อำนาจเต็ม มากไปด้วยการต่อรองและดีล พูดอย่างแฟร์ ๆ ไม่ว่าใคร หากต้องเล่นในเกมกติกา นิติสงครามและสถานการณ์ที่นำมาซึ่งรัฐบาลผสม
“ใครก็เล่นยากครับ”
3.ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สแกมเมอร์-ฮุน เซน
ความวุ่นวายและความเสียหาย ทั้งเชิงความมั่นคงและเศรษฐกิจ เริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ. เมื่อมีกลุ่มชาวกัมพูชาเข้ามาร้องเพลงชาติที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ พื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ จนนำไปสู่การโต้เถียงและคำถามในวงกว้าง กระทั่งเกิดการปะทะครั้งแรกในวันที่ 28 พ.ค. ราว 10 นาที ระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในพื้นที่ช่องบก เขตสามเหลี่ยมมรกต จ.อุบลราชธานี
ต่อมา กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาออกแถลงการณ์อ้างว่า ไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน
กลายเป็นประเด็นพิพาท ลากยาวมาจนกระทั่งปัจจุบัน แม้จะผ่านการเจรจาในหลากหลายโอกาส, เปลี่ยนรัฐบาล และมีตัวกลางเจรจายุติอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ
เอาให้เข้ากับชื่อคอลัมน์ “สามัญสำนึก”
สิ่งที่สะเทือนสังคมที่สุด คือพฤติกรรมที่ “ขัดสามัญสำนึก” ของผู้นำกัมพูชา
ตลอดปีเราได้เห็นรูปแบบเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า การตัดสินใจ พฤติกรรมและท่าทีที่ไม่สอดคล้องกับเหตุผลที่ควรคาดหวังได้จากคนระดับผู้นำประเทศ
-23 ก.ค. กรณีปล่อยคลิปเสียงความยาว 9 นาที บทสนทนาระหว่างแพทองธาร กับตัวเองและล่าม นำมาสู่การที่ 36 สว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สั่งนายกฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ และถอดถอนออกจากตำแหน่ง
-ปล่อยให้กัมพูชา กลายเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมระดับโลกโดยเฉพาะแก๊งหลอกลวงที่ค้ามนุษย์ ทรมานและใช้ความรุนแรง
-มีที่ปรึกษาเป็น เฉิน จื้อ บุคคลที่โลกลงดาบ ถูกยึดทรัพย์ในหลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐ อังกฤษ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง และไทย โดยฮุน เซน ให้ตำแหน่ง เนี๊ยะออกญา ซึ่งเทียบเท่า รมว.มหาดไทย
-ใกล้ชิดกับ ก๊ก อาน หรือ ออกญา ก๊ก อาน ที่ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) เคยได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ออกญา”
-เคยไลฟ์สดแทรกแซงกิจการภายในของไทย ซึ่งผิดมารยาททางการทูต โดยอ้างว่ามีอาวุธยิงถึง กทม.
-บิดเบือนสถานการณ์ ชอบฟ้องโลกเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าไทยรุกรานกัมพูชา
-8 ธ.ค. หลังเกิดการปะทะระลอกใหม่ ฮุน เซน โพสต์ภาพ อนุทิน นายกฯและภรรยา ร่วมเฟรมเดียวกันกับ บาน สเรยมัม ผู้ว่าฯจังหวัดไพลิน พร้อมระบุว่า “ไม่น่าเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีไทยอย่างอนุทิน เพื่อเป้าหมายคะแนนเสียง จะกล้านำชีวิตทหาร และประชาชนมาเสี่ยง ด้วยการประกาศทำสงครามกับกัมพูชา ทั้งที่กองทัพกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้เลย”
“ตอนยังไม่เป็นนายกฯ ก็ยังเป็นเพื่อนกัน แต่พอเป็นนายกฯ กลับลืมมิตรภาพ เราเข้าใจเรื่องความรักชาติ แต่ไม่ควรประกาศสงครามกับผู้ที่ไม่ได้ยิงตอบโต้”
เมื่อถูกกดดัน ผู้นำกัมพูชามักใช้สามัญสำนึกแบบเดียวกับที่เราเห็นในเครือข่ายอาชญากรรม
สร้างเรื่อง สร้างภาพ สร้างความสับสน บิดเบือนสถานการณ์ และใช้ความกลัวหรือเรื่องลับมาเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
ทั้งหมดนี้คือรูปแบบและสามัญสำนึกแบบเดียวกับสแกมเมอร์ ที่อาจพูดได้ว่า “ไม่มีสามัญสำนึก”