ทำไมสงครามอิหร่าน ประเทศไทย ‘เจ็บหนัก’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
ขณะที่ไฟสงครามในตะวันออกกลางกำลังลุกลาม ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก จากการโจมตีฐานผลิตพลังงาน ที่เป็นขุมทรัพย์สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง
รวมถึงการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของการค้าน้ำมันโลก ส่งผลราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ปรับขึ้นระดับเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับ 60 กว่าดอลลาร์ ในต้นเดือนมกราคม ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าหากปัญหายืดเยื้อมีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รวมถึงการพุ่งขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ LNG ซึ่งสถานการณ์วิกฤตพลังงานกำลังส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก
โดยยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะยิ่งยืดเยื้อก็หมายถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่จะชัดเจนมากขึ้น
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ต่างประเทศหลายสำนักรายงานตรงกันว่า “เอเชีย” คือภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุด
เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่ “พึ่งพาน้ำมัน” จากตะวันออกกลางในระดับสูง
สำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า “เอเชีย” จะได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะพลังงานที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
นักวิเคราะห์อาวุโส ธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เชื่อว่า หากราคาน้ำมันสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้ธนาคารกลางของเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หยุดการลดดอกเบี้ย ส่วนอินเดียและเกาหลีใต้จะคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิมนานกว่า
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระคาดว่าประเทศในเอเชียจะใช้ “นโยบายการคลัง” ในการปกป้องผู้บริโภคจากปัญหาเงินเฟ้อ โดยอาจมีทั้งควบคุมราคา ให้เงินอุดหนุน ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดภาษีนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อได้บางส่วน แต่จะสร้างความกดดันให้กับรัฐบาลที่มีงบประมาณขาดดุลสูงอยู่แล้ว
ข้อมูลจากหน่วยงานวิจัยของ Bank of America ระบุว่า “ประเทศไทย” ขาดดุลการค้าด้านพลังงานมากที่สุดในเอเชีย สะท้อนถึงการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างมาก ทำให้ไทยมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
นั่นหมายถึงความเสี่ยงปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เมื่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสงครามอิหร่าน
แม้ว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน และญี่ปุ่น จะนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปริมาณมาก แต่ว่าไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในเอเชีย เมื่อเทียบกับ GDP โดยอยู่ที่ราว 6% ของ GDP
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศหลายสำนักฟันธงว่า “ไทย” เป็นประเทศที่จะเจ็บหนักสุดในเอเชีย จากผลกระทบของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่จะกระทบเป็นลูกโซ่ต่อประชาชนและผู้ประกอบการก็คือ “ค่าไฟ” เพราะปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย พึ่งพาเชื้อเพลิง “ก๊าซธรรมชาติ” สูงถึง 58-63% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด นั่นหมายความว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยที่จะสูงขึ้น
และนี่คือสัญญาณชัดถึง “ต้นทุน” ที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และต้นทุนค่าครองชีพของคนไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่จะส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการ จะถูกส่งมายังผู้บริโภคท่ามกลางปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่เข้ามาซ้ำเติมมากขึ้น
เรียกว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ คงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและวางแผนแก้เกมปัญหาเศรษฐกิจ
ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งส่งออก ท่องเที่ยว บริโภคภาคเอกชน ที่มีสัญญาณดีขึ้นช่วงต้นปี ดูเหมือนว่าจะอ่อนแรงลงอีกครั้ง