ศึกอิหร่านถล่ม ‘เศรษฐกิจโลก’ ‘เร่งความเร็ว’ เปลี่ยนผ่านพลังงาน
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
เป็นที่เข้าใจกันดีว่า สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านในตะวันออกกลางนั้น ส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโลก ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านพลังงานชนิดที่องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ประกาศว่าเป็นวิกฤตพลังงานที่โลกไม่เคยเจอะเจอมาก่อนในประวัติศาสตร์
นี่ไม่ใช่วาทกรรมประดิษฐ์ขึ้นมาให้ดูน่ากลัว แต่นี่คือความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคนทั้งโลก เพราะเหตุขัดแย้งครั้งนี้กระทบต่อเศรษฐกิจโลกในแทบทุกมิติ ตั้งแต่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเป็นวงกว้าง กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการเกษตร อาหาร ส่งผลต่อตลาดการเงินโลก รวมไปถึงก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงโครงสร้างที่เปิดให้เห็นจุดอ่อนแอที่สุดของระบบเศรษฐกิจที่เราคุ้นเคยกันแต่เดิม
เรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของโลกมากที่สุดก็คือการประกาศปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอุปมาว่า เหมือนกับเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลกถูกบีบคอ
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือสั้น ๆ ระยะทางรวมเพียง 3 กิโลเมตรเศษเท่านั้น แต่นี่คือเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบจากผู้ขายสู่ผู้ซื้อที่สำคัญอย่างยิ่งราว 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันที่ใช้กันทั้งหมดในโลก แถมยังเป็นเส้นทางลำเลียงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สำคัญที่สุดเส้นทางหนึ่ง โดย LNG ราว 20% ที่โลกใช้ต้องผ่านเส้นทางนี้ รวมทั้งสินค้าจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ ฮีเลียม และอื่น ๆ หายไปจากมือของประเทศผู้บริโภคอีกด้วย
และไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของพลังงาน, สินค้าการเกษตร และสินค้าที่จำเป็นต่อระบบการผลิตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกด้วย
ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า “ภาวะช็อกด้านราคา” ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของสงคราม เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดพุ่งสูงขึ้น 10-13% ก่อนที่จะพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80-82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อถึงวันที่ 2 มีนาคม แล้วถีบตัวพรวดขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม
ข้อมูลของไออีเอชี้ว่า ตลาด LNG ที่ผลผลิตหายไปจากตลาดราว 20% ส่งผลให้ราคา LNG ในยุโรปและเอเชียตอบสนองอย่างหนักหน่วง ดัชนีราคา LNG ของเดนมาร์กที่ถูกใช้เป็นราคาอ้างอิงของตลาด สูงขึ้นเกือบเป็น 2 เท่าตัวเมื่อถึงกลางเดือนมีนาคม อยู่ที่ระดับสูงกว่า 60 ยูโรต่อปริมาณก๊าซที่ใช้ผลิตกระแสได้ 1 เมกะวัตต์ชั่วโมง และจนถึงปลายเดือนมิถุนายนก็ยังสูงมากกว่าระดับราคาก่อนสงครามถึง 35% ส่วนราคาเฉลี่ยในเอเชียพุ่งสูงขึ้น 54% ในยุโรปสูงขึ้น 63% ภายในสัปดาห์แรกของสงคราม
ผลลัพธ์จากตลาดน้ำมันและก๊าซถูกส่งผ่านต่อไปยังเศรษฐกิจโดยรวมอย่างรวดเร็ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยแพร่รายงานเมื่อเดือนเมษายนว่า สงครามอิหร่านได้ยับยั้งแรงเหวี่ยงที่คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวในปี 2026 ลง และปรับลดประมาณการขยายตัวจีดีพีรวมทั่วโลกลง จากที่เคยคาดไว้ที่ 3.4% เมื่อปี 2025 เหลือเพียง 3.1% ในปี 2026 ตรงกันข้ามกับที่คาดว่าภาวะเงินเฟ้อของโลกจะเพิ่มเป็น 4.4% สูงขึ้นจากที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนมกราคม 0.6%
โดยฉากทัศน์ที่รุนแรงที่สุดในแบบประเมินของไอเอ็มเอฟ ก็คือหากวิกฤตน้ำมันยังคงอยู่ต่อเนื่องจนถึงปี 2027 จีดีพีโลกจะหดลงสู่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่ร้ายแรงมาก เพราะใกล้กับระดับ 2% ที่ไอเอ็มเอฟระบุว่า แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลก “กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย” แล้ว
รายงานของไอเอ็มเอฟพูดถึงผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากภาวะช็อกด้านพลังงานว่า เกิดขึ้น 3 รูปแบบด้วยกัน หนึ่งคือรูปแบบดั้งเดิม คือราคาพลังงานที่แพงขึ้นส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้พลังงานค่อนข้างสูง แนวทาง 2 ก็คือภาวะช็อกต่อเนื่องที่เกิดขึ้นเนื่องจากความพยายามที่จะกอบกู้การสูญเสียจากภาวะพลังงานแพง ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะราคาสินค้าสูงและแรงงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังราคาสินทรัพย์ทั้งหลายในตลาดเงิน
องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ทำนายว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาในปี 2026 จะอยู่ที่ 4.2% สูงขึ้นกว่าที่เคยทำนายไว้เดิม 1.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนของอียูน่าจะอยู่ระหว่าง 2.6-4.4% ขึ้นอยู่กับความหนักหน่วงและความยาวนานของความขัดแย้ง
นักเศรษฐศาสตร์ประจำโออีซีดีระบุว่า เหตุขัดแย้งครั้งนี้กระทบต่อเศรษฐกิจอียูมากเป็นพิเศษ เพราะอียูเข้าสู่วิกฤตหนนี้ด้วยปริมาณก๊าซแอลเอ็นจีในคลังสำรองต่ำเป็นประวัติการณ์ ทำให้เกิดภาวะช็อกทางราคาสูงมาก ผลก็คือจีดีพีจะหดตัวรุนแรงและภาวะเงินเฟ้อจะพุ่งสูง พร้อมกับเตือนว่า หากเกิดการสู้รบในระยะยาวจะส่งผลให้ประเทศเยอรมนีกับอิตาลีเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค ขณะที่เงินเฟ้อของอังกฤษจะสูงเกินกว่า 5% อุตสาหกรรมเหล็กและเคมีภัณฑ์ได้รับผลกระทบทั่วทั้งอียู จนอาจต้องเพิ่มค่าธรรมเนียมเข้าไปในราคาสินค้าไม่น้อยกว่า 30% เพื่อทดแทนต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น
ในทัศนะของไอเอ็มเอฟภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามมากที่สุดคือ ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลางซึ่งไอเอ็มเอฟปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2026 ลดลงเหลือเพียง 1.9% ลดจากเดิมมากถึง 2% และประเทศที่อยู่ในแนวรบจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทันที คือ อิหร่าน, กาตาร์,คูเวต และบาห์เรน
ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่และประเทศกำลังพัฒนาก็จะได้รับผลกระทบหนักไม่น้อยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและมีปัญหากับสถานะทางการคลังอยู่แต่เดิมแล้ว เพราะวิกฤตครั้งนี้จะส่งผลให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักหน่วงมากขึ้น
ไอเอ็มเอฟระบุว่า ผลกระทบในระยะยาวก็คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “สแต็กเฟลชั่น” หรือการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงและภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อม ๆ กัน ที่จะเป็นปัญหาท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการแก้ไข อีกมิติที่น่าวิตกเป็นพิเศษจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่กระทบต่อตลาดการค้าปุ๋ยเคมีโลก คือจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารทั้งในเอเชีย แอฟริกา และประเทศกำลังพัฒนาของโลก
ภาวะช็อกด้านพลังงานส่งผลให้รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาต้องหันมาหาวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันเป็นแถว อาทิ ฟิลิปปินส์ สั่งลดเวลาการทำงานลงเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ และอีกหลายประเทศในเอเชียเร่งให้การสนับสนุนทางการเงินเพื่อชดเชยราคาน้ำมัน ซึ่งหัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำไอเอ็มเอฟเตือนว่า อาจกลายเป็นการบิดเบือนราคาน้ำมันที่แท้จริงและทำลายสถานะทางการคลังของรัฐบาล ปิดโอกาสการให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มประชากรที่จำเป็นในระยะกลาง
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของเศรษฐกิจไปทั่วโลก เพราะเท่ากับไป “เร่งความเร็ว” ในการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของโลกไปสู่พลังงานทางเลือกที่สะอาดกว่าโดยเร็ว ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของไออีเอ ระบุว่า สงครามส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานของโลกอย่างใหญ่หลวง เร่งให้เกิดการใช้งานพลังงานที่ก่อให้เกิดคาร์บอนต่ำรวดเร็วมากขึ้น พร้อมกับที่บางประเทศก็หันไปเร่งการลงทุนในด้านพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะในกลุ่มเตาปฏิกรณ์ปรมาณูขนาดเล็ก (SMR) และพลังงานที่ไม่สิ้นเปลือง
ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมยอดการส่งออกเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์, แบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จากจีนพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ รายงานของเอ็มเบอร์ระบุว่า จีนส่งออกเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์รวม 68 จิกะวัตต์ ในเดือนมีนาคม 2026 สูงกว่าสถิติสูงสุดแต่เดิมถึง 50% โดยมี 50 ประเทศนำเข้าพลังงานโซลาร์จากจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเวลาเดียวกันนี้
พิจารณาดูจากทั้งหมดนี้ จะพบว่าสงครามอิหร่านครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งโลกมากมายและหลายมิติอย่างชนิดคิดไม่ถึงเลยทีเดียว