Skip to content

คุ้มมั้ยกู้ 4 แสนล้าน สกัดวิกฤต 5 ระลอก

10 พ.ค. 2569 | 14:56น.
คุ้มมั้ยกู้ 4 แสนล้าน  สกัดวิกฤต 5 ระลอก
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

เหตุผลที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงหลัง ครม.มีมติออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า เพื่อ “หยุดความเสี่ยง” ก่อนที่ประเทศไทยจะเกิด Stagflation (เศรษฐกิจตกต่ำ+เงินเฟ้อพุ่ง)

โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก ซึ่งเป็นวิกฤตที่ทั้งรุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอกต่อเนื่อง

ดังนั้นการที่จะปล่อยให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยมาเยียวยา แก้ปัญหาคงไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง

รองนายกฯระบุว่า รัฐบาลเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจไม่ดีมาเป็นระลอกต่อเนื่อง 5 ระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงคราม ส่งต่อมาระลอกที่สอง เป็นวิกฤตพลังงาน และล่าสุดกำลังเข้าสู่ระลอกที่สาม ต้นทุนสินค้าราคาสูง เห็นได้ชัดจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และจะลามไปสู่ระลอกถัดไปคือ “กำลังซื้อตกต่ำ-ภาคธุรกิจกำไรลดลง-เกิดการตกงาน และจีดีพีประเทศลดลง”

“ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะทำให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง Double Squeeze หรือแรงบีบ 2 ด้าน คือต้นทุนสูง-รายได้หด จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมกระสุนไว้บรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเกิด Stagflation”

นี่จึงคือเหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลาม

แม้ว่าประเด็นการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ยังมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่หลายฝ่ายก็ยอมรับว่ามีความจำเป็นในการที่จะเยียวยาดูแลผลกระทบกับประชาชน

เพราะวิกฤตครั้งนี้รุนแรงและเกินคาดเดา และทั่วโลกก็เจอผลกระทบถ้วนหน้า แม้แต่ “ลอว์เรนซ์ หว่อง” นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ก็ออกมาส่งสัญญาณเตือนประชาชนหลายครั้งถึงวิกฤตจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

และเมื่อ 1 พ.ค.วันแรงงานที่ผ่านมา “ลอว์เรนซ์ หว่อง” ยังย้ำเตือนถึงวิกฤตพลังงานในปี 1970 เพื่อเตือนให้ประชาชนชาวสิงคโปร์ เข้าใจถึงความรุนแรงของสภาวะ Stagflation คือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อสูง ทำให้เกิดปัญหาว่างงานและเป็นภาวะยากลำบากของธุรกิจ

ต้องบอกว่าปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น รัฐบาลแต่ละประเทศพูดไม่ต่างกัน แต่วิธีการแก้ปัญหาหรือวิธีการรับมือ คือประเด็นสำคัญที่แตกต่าง

สำหรับประเทศไทย รองนายกฯเอกนิติระบุว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ ไม่เพียงเยียวยาแต่เป็นการสร้างโอกาสปรับตัวของประเทศเพื่อความยั่งยืน

พร้อมอธิบายว่า การใช้เงินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 2 แสนล้าน สำหรับเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและต้นทุน (แจกเงินไทยช่วยไทยพลัส 4,000 บาท/คน ครอบคลุม 30 ล้านคน)

อีก 2 แสนล้าน สำหรับเปลี่ยนผ่าน (Transition) พลังงานจากฟอสซิล ไปสู่พลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนระยะยาว และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอย

โดยคาดหวังว่าเงินก้อนนี้จะช่วยให้เปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งประเทศได้ภายใน 1 ปี จากปกติใช้เวลา 10 ปี

คำถามคือเราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 1 ปีได้จริงหรือ ?

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เงินกู้ 2 แสนล้าน ที่ใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะใช้เงินในโครงการอะไร และทำอย่างไรให้การใช้เงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

คงต้องจับตาดูวิธีการใช้เงิน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ว่าจะลงไปในโครงกรอะไรบ้าง

เพราะถ้าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านไม่สำเร็จ ประเทศไทยอาจเสียโอกาสครั้งใหญ่

พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน คือบททดสอบสำคัญ เพราะนายกฯอนุทินระบุว่า นี่คือเครื่องมือที่จะพาประเทศพ้นวิกฤต

ประเด็นสำคัญคือการใช้เงินให้คุ้มค่ากับต้นทุนของประเทศและประชาชน