คอลัมน์ :SD TALK ผู้เขียน : ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต
การขับนักการทูตออกนอกประเทศถือเป็นเครื่องมือทางการทูตที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสะท้อนให้เห็นระดับความสัมพันธ์ของรัฐ (แต่ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะถือเป็นอีกกรณีหนึ่ง ไม่ใช่รูปแบบเดียวกัน อย่าเข้าใจสับสนระหว่างกัน) ที่แสดงความไม่พึงพอใจของรัฐผู้รับในประเด็นต่าง ๆ
ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามหลักอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 มาตราที่ 9 ว่าด้วยเรื่องของ PERSONAL NON GRATA (บุคคลผู้ไม่พึงประสงค์)
ย่อยให้ง่าย ก็คือ อนุสัญญานี้ได้เปิดช่องให้รัฐผู้รับสามารถประกาศบุคคลที่ไม่พึงปรารถนา แก่รัฐผู้ส่งเมื่อไหร่ เวลาไหนก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผลก็ได้
กล่าวคือในแง่หลักการ เราจะไม่ใช้คำว่า “เนรเทศ (Deport)” หรือ “ขับไล่ (Expel)” นักการทูตออกจากประเทศ เพราะจะเป็นอีกคนละกรณีกัน
เป็นบริบทสำคัญอย่างมากในทางการทูต ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ซึ่งจากข้างต้น จะเห็นได้ว่าการประกาศบุคคลไม่พึงประสงค์จึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินการทางการทูตระหว่างกัน เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงสัญญะ ว่า “ระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ขัดแย้งนั้น มีความขัดแย้งในระดับที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น”
ตามหลักการนี้ ในกรณีไทยประกาศให้เอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศ จึงเป็นไปตามลักษณะมาตรา 9 นี้
เพื่อแสดงความไม่พึงพอใจในระดับที่สูงขึ้นของไทย ต่อกรณีที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนเป็นเหตุให้ขาขาดเป็นรายที่ 2
แต่หากถามว่าในอนาคตทั้ง 2 ประเทศจะกลับมาส่งนักการทูตประจำการระหว่างกันได้อีกไหม
ก็ยังสามารถทำได้โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และการเจรจา
แต่หากถามว่าตอนนี้ไทยกับกัมพูชาตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างกันเลยหรือไม่
ยังไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพียงแต่เป็นการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงเท่านั้น
ซึ่งก็ต้องตามติดท่าทีกันต่อไป
ซึ่งล่าสุดทางฝ่ายกัมพูชาก็ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ลงโดยการขับนักการทูตของไทยออกนอกประเทศในลักษณะเดียวกัน แม้ว่าฝ่ายไทยจะดำเนินการเรียกทูตกลับประเทศมาก่อนหน้านี้แล้ว
เหตุการณ์ต่อจากนี้ ก็คงต้องพิจารณาต่อว่า ทั้ง 2 ฝ่ายจะดำเนินการอย่างไรกันต่อ อาจเป็นในรูปแบบ ทวิภาคี (ไทยอยากจะใช้แนวทางนี้มาเสมอผ่าน JBC) หรือรูปแบบพหุภาคี
ทั้งนี้ เหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะเริ่มมีการปะทะระหว่างทหารของ 2 ฝ่ายในพื้นที่ชายแดน ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ขยายจากด้านการทูตไปด้านการทหารมากยิ่งขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทางการทูตก็ยังคงสำคัญเสมอ เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งที่ประชาคมโลกพยายามประคับประคองไม่ให้เกิดภาวะสงคราม
ซึ่งไทยเองพยายามใช้การทูตนำอยู่เสมอ (จนหลายฝ่ายอาจมองว่าเชื่องช้า)
ซึ่งก็อาจจะจริงในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายใช้การเมืองนำ ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำได้สูงกว่า
จึงควรต้องปรับนโยบายให้แม่นยำ ใช้การทูตนำ แต่ก็ต้องรวดเร็ว และสื่อสารในหลายมิติมากขึ้น