เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สรท.จี้รัฐรื้อกฎซ้ำซ้อน ลดต้นทุนส่งออกสู้ตลาดโลก

12 มิ.ย. 2569 | 08:04น.
สรท.

สรท.

สภาผู้ส่งออกหนุนรัฐบาลทบทวนกฎหมาย-กฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ ชี้ควรเร่งลดขั้นตอนอนุญาตซ้ำซ้อนเป็นอันดับแรก หลังผู้ประกอบการยังต้องยื่นเอกสารหลายหน่วยงาน เสียเวลา-เพิ่มต้นทุน แนะเดินหน้า One Stop Service เชื่อมข้อมูลรัฐ ยื่นครั้งเดียวใช้ได้ทั้งระบบ พร้อมปรับกฎหมายศุลกากร แรงงาน สิ่งแวดล้อม และดิจิทัล

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือ สรท. เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลในการทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจกว่า 7,000 ฉบับ เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องแข่งขันในตลาดโลกที่มีแรงกดดันสูง ทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งสำคัญ ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของไทยยังอยู่ในระดับสูงจากข้อกำหนดและขั้นตอนราชการจำนวนมาก

ทั้งนี้ หากต้องเลือกประเด็นเร่งด่วนที่สุด ภาคเอกชนมองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการลดขั้นตอนการอนุญาต และการยกเลิกกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐ เพราะเป็นต้นทุนที่กระทบธุรกิจทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรม อีกทั้งสามารถเห็นผลได้รวดเร็วกว่าการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติหลายฉบับ

นายธนากรกล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ แต่ต้องรวมถึงการทบทวนกฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ และขั้นตอนการอนุญาตต่าง ๆ ที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นภาระที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญในทางปฏิบัติทุกวัน

สำหรับข้อเสนอของภาคผู้ส่งออกต่อการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ แบ่งเป็น 5 กลุ่มสำคัญ กลุ่มแรก คือ กฎหมายและระบบการอนุญาต หรือ Licensing ที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากต้องขออนุญาตจากหลายหน่วยงานในกิจกรรมเดียวกัน ต้องยื่นเอกสารชุดเดิมซ้ำหลายครั้ง และใช้เวลารออนุมัตินาน ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินและเสียโอกาสทางธุรกิจ

ภาคเอกชนจึงเสนอให้ภาครัฐใช้ระบบ One Stop Service อย่างแท้จริง เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ใช้หลัก “ยื่นครั้งเดียว ใช้ได้ทุกหน่วยงาน” และผลักดันแนวทาง Super License สำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการ

กลุ่มที่สอง คือ กฎหมายศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ แม้ประเทศไทยมีการพัฒนาระบบ National Single Window แล้ว แต่ขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้า การขอใบรับรอง และการประสานงานระหว่างหน่วยงานยังใช้เวลานานกว่าหลายประเทศคู่แข่ง

ข้อเสนอของภาคเอกชน คือ ลดขั้นตอนการตรวจซ้ำ ใช้ระบบ Digital Document 100% ขยายการยอมรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ข้ามหน่วยงาน และเพิ่มระบบ Post Audit แทนการตรวจทุกกรณีก่อนส่งออก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกโดยตรง

กลุ่มที่สาม คือ กฎหมายแรงงานและการจ้างงานต่างด้าว เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะภาคการผลิต เกษตรแปรรูป โลจิสติกส์ และอาหาร ภาคเอกชนจึงต้องการให้ลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว รวมระบบอนุญาตทำงานและวีซ่าให้อยู่ในระบบเดียว เปิดให้ดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับโครงสร้างแรงงานยุคใหม่

กลุ่มที่สี่ คือ กฎหมายสิ่งแวดล้อมและการอนุมัติโครงการลงทุน โดยภาคเอกชนยืนยันว่า สนับสนุนมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง แต่ต้องการความชัดเจนและระยะเวลาพิจารณาที่แน่นอน เพื่อให้สามารถวางแผนการลงทุนและการผลิตได้

ข้อเสนอสำคัญ คือ กำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติของภาครัฐ หรือ Service Level Agreement (SLA) ลดการพิจารณาซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน ใช้ระบบดิจิทัลในการติดตามสถานะ และกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน คาดการณ์ได้

กลุ่มที่ห้า คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและข้อมูล เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Economy แต่กฎหมายหลายส่วนยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจใหม่ ภาคเอกชนจึงเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ระบบ Digital ID และ Digital Documentation

นายธนากรกล่าวว่า สำหรับภาคการส่งออก ประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการเป็นอันดับแรก ได้แก่ การลดขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาตจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก การขอใบอนุญาต การขอหนังสือรับรอง และการตรวจปล่อยสินค้า ซึ่งยังมีการใช้เอกสารซ้ำซ้อนและต้องติดต่อหลายหน่วยงาน

นอกจากนี้ ต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยผู้ประกอบการไม่ควรต้องยื่นข้อมูลชุดเดียวกันหลายครั้งต่อหลายหน่วยงาน หลักการควรเป็น “ยื่นครั้งเดียว ใช้ได้ทั้งระบบ” พร้อมปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ การขนส่ง และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้ต้นทุนการส่งออกของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้

ขณะเดียวกัน ควรปรับปรุงกฎระเบียบด้านแรงงานและการนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากภาคการผลิตจำนวนมากกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงต้องกำหนด SLA ในการพิจารณาอนุมัติของภาครัฐให้ชัดเจน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนและการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายธนากรกล่าวว่า การลดต้นทุนจากกฎระเบียบ หรือ Regulatory Cost เป็นมาตรการที่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้รวดเร็ว เพราะไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และผู้ส่งออกไทยเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้าและการแข่งขันที่รุนแรง การปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงการอำนวยความสะดวก แต่เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“สรท.เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลในการทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจกว่า 7,000 ฉบับ โดยภาคเอกชนต้องการให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับการลดขั้นตอนการอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การยกระดับระบบดิจิทัลภาครัฐ และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์” นายธนากรกล่าว

ทั้งนี้ สรท.เห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายที่ดีควรมุ่งเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” ไปสู่ “ผู้อำนวยความสะดวก” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คล่องตัว โปร่งใส และแข่งขันได้ในระยะยาว โดยการทบทวนกฎหมายครั้งนี้ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ และเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับการยกเลิกหรือปรับปรุงกฎระเบียบที่สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ภาคธุรกิจเป็นลำดับแรก