เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คลังเคาะผู้จัดการ กยศ. ‘พิมพ์เพ็ญ’ เต็ง-รับโจทย์แก้หนี้การศึกษา
Finance คลังเคาะผู้จัดการ กยศ. ‘พิมพ์เพ็ญ’ เต็ง-รับโจทย์แก้หนี้การศึกษา
นายกฯ เปิดทำเนียบรับ รมว.กลาโหมจีน เร่งต่อยอดผลเยือนจีน สร้างกลไกความมั่นคงใหม่
Politics นายกฯ เปิดทำเนียบรับ รมว.กลาโหมจีน เร่งต่อยอดผลเยือนจีน สร้างกลไกความมั่นคงใหม่
คลังปรับขึ้น GDP ปี’69 โตพุ่ง 2.5% จากเดิม 1.6% แรงหนุน ‘ลงทุนภาคเอกชน-พ.ร.ก.เงินกู้’
Finance คลังปรับขึ้น GDP ปี’69 โตพุ่ง 2.5% จากเดิม 1.6% แรงหนุน ‘ลงทุนภาคเอกชน-พ.ร.ก.เงินกู้’
สธ.เดินหน้าเวทีนโยบายสุขภาพปอด เร่งรับมือมะเร็งปอด-โรคปอดเรื้อรัง ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการรักษา
News สธ.เดินหน้าเวทีนโยบายสุขภาพปอด เร่งรับมือมะเร็งปอด-โรคปอดเรื้อรัง ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการรักษา
‘นมวาริช’  GI ลำดับ 7 จ.สกลนคร เล็งต่อยอดสู่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร
Economic ‘นมวาริช’  GI ลำดับ 7 จ.สกลนคร เล็งต่อยอดสู่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร
TICA Connect ครั้งที่ 11 ปักธงปีอาสาสมัครสากล 2026 ดันบทบาทไทยในเวทีโลก
News TICA Connect ครั้งที่ 11 ปักธงปีอาสาสมัครสากล 2026 ดันบทบาทไทยในเวทีโลก
ครึ่งปีแรกอสังหาฯหยุดขาย 6 โครงการ เหตุ “ไม่ผ่าน EIA-ขายไม่ออก-แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ” สต๊อกค้างกว่า 2 แสนยูนิต
Real Estate ครึ่งปีแรกอสังหาฯหยุดขาย 6 โครงการ เหตุ “ไม่ผ่าน EIA-ขายไม่ออก-แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ” สต๊อกค้างกว่า 2 แสนยูนิต
ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 850 บาท ทองรูปพรรณ 65,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 850 บาท ทองรูปพรรณ 65,450 บาท
ปิดฉาก 3 วัน Thailand Content Market 2026 ผู้เข้าชม 6,731 ราย จาก 69 ประเทศ
Economic ปิดฉาก 3 วัน Thailand Content Market 2026 ผู้เข้าชม 6,731 ราย จาก 69 ประเทศ
ไทยเร่งหาทางออกใหม่ กระจายตลาด-เพิ่มอำนาจต่อรอง รับมือ ‘ภาษีสหรัฐ-โลกผันผวน’
Politics ไทยเร่งหาทางออกใหม่ กระจายตลาด-เพิ่มอำนาจต่อรอง รับมือ ‘ภาษีสหรัฐ-โลกผันผวน’
ดูทั้งหมด

คุยกับเศรษฐา : มหานครที่ใช่ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง

07 พ.ค. 2569 | 10:38น.
มหานคร
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

มีบทความหนึ่งของ The Economist (“Why many Asian megacities are miserable places”, 11 Dec 2025) ตั้งคำถามได้คมมากว่า ทำไมมหานครหลายแห่งในเอเชียถึงกลายเป็น “เมืองที่อยู่ยาก” ทั้งที่ควรจะเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ คำตอบของเขาไม่ซับซ้อน เมืองไม่ได้ล้มเหลวเพราะมันใหญ่เกินไป แต่ล้มเหลวเพราะ “บริหารไม่เป็นระบบ”

เมืองเติบโตเร็ว ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาหางาน แต่โครงสร้างการจัดการกลับไม่เติบโตตาม หลายหน่วยงาน หลายอำนาจ ต่างคนต่างทำ จนสุดท้ายไม่มีใครคุมภาพรวมทั้งหมด แบบ “single Command”

ภาพแบบนี้เราเห็นได้ไม่ยากในหลายเมืองใหญ่ เมืองอย่างจาการ์ตาเติบโตอย่างรวดเร็ว กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ มีคนจำนวนมหาศาลเข้ามาทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งคนจำนวนเดียวกันนั้นกลับต้องใช้ชีวิตอยู่กับรถติด มลพิษ และการเดินทางที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะระบบของเมืองไม่สามารถรองรับการเติบโตได้ทัน ในขณะที่โตเกียวซึ่งก็เป็นมหานครขนาดมหึมาไม่แพ้กัน กลับเป็นเมืองที่มีระเบียบ ใช้ชีวิตไม่ยาก

เมื่อหันกลับมามองตัวเองคำถามเดียวกันก็ควรถูกถามกับกรุงเทพฯ ว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางไหน

มองกันอย่างตรงไปตรงมา หลายคนอาจรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ยังมีปัญหาหลายอย่างที่ใกล้เคียงกับเมืองใหญ่ในภูมิภาค ทั้งเรื่องการจราจร ความเหลื่อมล้ำของพื้นที่ และข้อจำกัดในการบริหารที่เห็นอยู่ทุกวัน แต่ในอีกด้านหนึ่งกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่เมืองที่ไปไม่ถึง เราเป็นเมืองที่มีศักยภาพสูง เพียงแต่ยังไม่ได้ใช้ศักยภาพนั้นอย่างเต็มที่

ตอนที่ผมมีโอกาสทำงานเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเคยนั่งคุยกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่” สิ่งที่ผมเห็นชัดมากในตอนนั้นคือ กรุงเทพฯ ไม่ได้เริ่มจากศูนย์เลย เรามีโครงสร้างพื้นฐาน มีคุณภาพชีวิตในหลายมิติที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งเหล่านั้นยังไม่ถูกเชื่อมเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว

ระบบรถไฟฟ้าของกรุงเทพฯ วันนี้ ถ้าใครได้ใช้อย่างต่อเนื่องจะรู้ว่ามันสะอาด เย็นสบาย และมีระเบียบในแบบของมันเอง การเดินทางในหลายเส้นทางสามารถคาดการณ์เวลาได้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่มหานครจำนวนไม่น้อยยังทำไม่ได้

ในขณะเดียวกันพื้นที่สีเขียวของเมืองก็เปลี่ยนไปมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสวนสาธารณะบึงหนองบอน ที่มีโครงการยกระดับสู่การเป็น “สวนสาธารณะระดับมหานคร” เชื่อมต่อสวนหลวง ร.9 ผมได้เห็นการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์คนเมืองจริง ๆ ทั้งทางวิ่ง ทางจักรยาน กีฬาทางน้ำ ทางเดินสัตว์เลี้ยง พื้นที่พักผ่อน และภูมิทัศน์ที่เชื่อมกับธรรมชาติอย่างลงตัว

สวนเบญจกิติเองก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ใกล้ตัวผมมาก พื้นที่ที่เคยเป็นโรงงาน กลายเป็นสวนขนาดใหญ่กลางเมือง ที่ผสมผสานทั้งระบบนิเวศ แหล่งน้ำทางเดิน และพื้นที่กิจกรรม คนสามารถไปวิ่ง ออกกำลังกาย หรือแค่เดินพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ภาพแบบนี้เมื่อสิบปีก่อนอาจจะนึกไม่ออก แต่วันนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว มันสะท้อนให้เห็นว่า กรุงเทพฯ สามารถสร้างพื้นที่สาธารณะที่ “คุณภาพระดับโลก” ได้

ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือโครงการขนาดใหญ่ หลายแห่งมีมาตรฐานที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ทั้งในแง่การออกแบบ การใช้พื้นที่ และสิ่งอำนวยความสะดวก

ภาพรวมแล้วกรุงเทพฯ จึงไม่ได้มีแต่ข้อจำกัด เรามีโครงสร้างพื้นฐาน มีคุณภาพชีวิต และมีศักยภาพที่พร้อมจะก้าวไปไกลกว่านี้ แต่สิ่งที่ยังขาด คือสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ “ระบบ” และ “อำนาจในการจัดการ”

ความต่างระหว่างมหานครที่น่าอยู่ กับมหานครที่อยู่ยาก อยู่ที่ว่าเมืองนั้นสามารถจัดการตัวเองได้มากแค่ไหน เมืองที่มีโครงสร้างอำนาจชัดเจน รู้ว่าใครมีหน้าที่อะไร และมีคนที่สามารถตัดสินใจในภาพรวมได้จริง จะสามารถเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันได้

เมืองอย่างโตเกียวมีรายได้ของตัวเองจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียมหรือรายได้เล็กน้อย แต่รวมถึง “ภาษีท้องถิ่น” ที่จัดเก็บได้โดยตรง ทั้งภาษีรายได้ท้องถิ่น ภาษีนิติบุคคล และภาษีทรัพย์สิน รายได้เหล่านี้ส่วนหนึ่งกลับมาอยู่ในมือของรัฐบาลมหานครโตเกียว ทำให้มีงบประมาณขนาดใหญ่พอที่จะคิดระยะยาว ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องรอการจัดสรรจากส่วนกลางในทุกเรื่อง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น งบประมาณของกรุงโตเกียวในปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ประมาณ 16 ล้านล้านเยน (ราวเกือบ 2 ล้านล้านบาท) เทียบกับงบประมาณของประเทศไทยทั้งประเทศในปีเดียวกันอยู่ที่ 3.75 ล้านล้านบาท และที่สำคัญคือ รายได้ส่วนใหญ่ของเมืองมาจากภาษีท้องถิ่นของตัวเอง ไม่ใช่เงินโอนจากรัฐบาลกลาง (Tokyo Metropolitan Government, FY2025 Budget Overview)

อีกด้านหนึ่งโตเกียวยังมีอำนาจในการออกแบบการใช้จ่ายได้ค่อนข้างอิสระ สามารถตัดสินใจได้เองว่าจะลงทุนระบบรางเพิ่มเติมตรงไหน จะพัฒนาโรงพยาบาลหรือระบบน้ำอย่างไร และจะวางแผนเมืองให้สอดรับกับการเติบโตในอีก 10-20 ปีข้างหน้าแบบไหน สิ่งเหล่านี้ทำให้ “การคลัง” เป็นเครื่องมือในการกำหนดอนาคตของเมือง

ในขณะที่กรุงเทพฯ แม้จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ มีบริษัทใหญ่ มีแรงงานจำนวนมหาศาล แต่รายได้สำคัญจำนวนมากกลับไม่ได้อยู่ที่เมือง ภาษีถูกจัดเก็บเข้าส่วนกลางในขณะที่คนจำนวนมหาศาลเข้ามาใช้เมืองทุกวัน ใช้ถนน ใช้ระบบขนส่ง ใช้บริการสาธารณะ แต่เมืองกลับไม่มีอำนาจเต็มในการจัดการทรัพยากรเหล่านั้น

ความไม่สมดุลนี้เอง ที่ทำให้ศักยภาพของกรุงเทพฯ ถูก “ล็อกไว้”

เมื่อเมืองไม่มีอำนาจเต็ม การแก้ปัญหาจึงเกิดขึ้นแบบที่เราเห็น คือแก้เป็นจุด ๆ ทำเป็นโครงการ แต่ไม่สามารถเชื่อมกันเป็นระบบได้ รถไฟฟ้ามี แต่ยังไม่เชื่อมทั้งเมือง พื้นที่สีเขียวมี แต่ยังไม่กระจายอย่างสมดุล การพัฒนาเกิดขึ้น แต่ไม่ต่อเนื่อง

คำถามสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้มหานครนี้มีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น จะทำอย่างไรให้รายได้ของเมืองสอดคล้องกับภารกิจของเมือง และจะทำอย่างไรให้การบริหารมีเอกภาพเพียงพอที่จะแก้ปัญหาเชิงระบบ

ผมเชื่อว่าถ้าเราขยับในจุดนี้ได้ กรุงเทพฯ จะไม่ใช่เมืองที่ “พอใช้ได้” แต่จะเป็นมหานครที่แข่งขันได้จริงในระดับโลก เมืองที่ไม่ได้แค่รองรับการเติบโต แต่ทำให้ชีวิตของคนที่อยู่ในนั้นดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้ายแล้วมหานครที่เราอยากอยู่ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลของการตัดสินใจ ว่าเราจะยอมอยู่กับข้อจำกัดเดิม หรือจะกล้าปรับโครงสร้างเพื่อปลดศักยภาพของเมืองนี้ออกมา

เพราะกรุงเทพฯ วันนี้มีทุกอย่างอยู่แล้ว เหลือเพียงว่า

เราจะใช้มันได้เต็มที่หรือไม่