ไทยชู BCG โมเดล กระตุ้นรัฐ-เอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy กำลังกลายเป็นวาระสำคัญระดับโลกที่รัฐบาลประเทศต่างๆ และองค์กรธุรกิจกำลังมุ่งพัฒนาระบบเศรษฐกิจและธุรกิจมาสู่ทิศทางนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมเน้นการบริโภค และเติบโตภายใต้ระบบการผลิตที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง แต่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้แนวโน้มโลกอาจเกิดวิกฤติการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน

ตรงกันข้ามกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นคุณค่าของวัตถุดิบ ทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ที่ต้องรักษาให้คงไว้ให้นานที่สุด ซึ่งประเทศที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ ประเทศในแถบยุโรป (เยอรมัน) ประเทศในแถบเชีย (ญี่ปุ่น) ซึ่งแนวคิดดังกล่าว สอดรับกับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของไทยที่มุ่งสู่ BCG Model โดย B (Bio Economy) หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ, C (Circular Economy) หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน และ G (Green Economy) หรือ เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศระยะยาวหรือ ไทยแลนด์ 4.0 ที่นำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกมิติ เร่งเศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดบนฐานการพัฒนายั่งยืน

นพมาศ ช่วยนุกูล

นางนพมาศ ช่วยนุกูล ผู้อำนวยการกองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ กล่าวถึง นโยบายรัฐต่อการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ว่า จะมีส่วนสำคัญในการปรับโครงสร้างการผลิตที่จะลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจโดยเน้นการผลักดันให้โรงงานก้าวสู่โรงงาน 4.0 ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากของเสีย/วัสดุเหลือใช้ในประเทศ รวมไปถึงการส่งเสริมการปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ๆที่เป็นสตาร์ทอัพ

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน นั้น จะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 6 ด้านคือ 1) นโยบายและมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐ 2) ความตระหนักรู้ของภาคเอกชน 3) การขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน 4) เทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้อง โดยภาคเอกชนและภาคการศึกษาต้องเข้ามามีบทบาทนำในการพัฒนาด้านต่างๆ 5) เครือข่ายนำร่องที่เป็นต้นแบบพัฒนา และ 6) การแสวงหาพันธมิตรในการพัฒนาทั้งภายในและนอกประเทศ

สอดรับกับความเห็นของ ศ.ดร.อรทัย ชวาลภาฤทธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า หลายประเทศนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศเดนมาร์ค คาดการณ์ว่า ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน จะสามารถสร้างอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP สูงขึ้นถึง 0.8-1.4% ได้ในปี 2578(2035) ขณะที่ไทย ยังไม่มีนโยบายการนำ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนนัก แต่ภาคธุรกิจรายใหญ่ของไทยหลายแห่งได้นำเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าสู่ระบบการปรับโครงสร้างทางธุรกิจมากขึ้น

ศ.ดร.อรทัย ชวาลภาฤทธิ์

เมื่อหันมามองมาธุรกิจเอกชนตัวอย่างที่เด่นชัดซึ่งได้ประกาศการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นรากฐานการพัฒนาองค์กร คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC โดย GC กำลังเดินไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการผลิตภายในโรงงานที่มีการนำหลัก 5Rs ได้แก่ Reduce ลดการใช้ Reuse การใช้ซ้ำ Recycle การแปรรูปมาใช้ใหม่ Renewable การใช้ทรัพยากรแบบหมุนเวียน และRefuse การปฏิเสธการใช้ มาใช้ในทุกกระบวนการผลิตของโรงงาน ตั้งแต่การการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การนำความร้อนเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ในระบบการผลิต เป็นต้น โดยทุกระบบในองค์กรเป็นไปอย่างบูรณาการ ส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์สามารถลดต้นทุนในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand โดยการนำขยะขวดพลาสติก จากท้องทะเลและชายฝั่งมาผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่ง (Upcycling) ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผสมผสานการออกแบบและดีไซน์ มาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นสินค้า กลุ่มแฟชั่น ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน

การพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกชีวภาพ หรือไบโอพลาสติกที่ใช้วัตถุดิบจากพืช อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ให้เป็นพลาสติกทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ GC มุ่งหวังเพื่อเป็นต้นแบบให้เกิดการคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่า และประโยชน์สูงสุด และมุ่งหวังให้เกิดการขยายผลในวงกว้าง ท้ายที่สุดจะเกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนส่งเสริมระบบเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืนในที่สุด

ความมุ่งมั่นของภาครัฐและเอกชนไทยที่จะร่วมกันวางรากฐานการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจให้ก้าวสู่ความยั่งยืนตามทิศทางกระแสโลก ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่นี่คือการยกระดับให้โลก พร้อมกับวางอนาคตให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

Previous article“คณิศ” ติดเครื่องลงทุนอีอีซี บูมอ่าวตะวันออกดัน GDP เพิ่ม 2%
Next articleอังกฤษจับเกือบ 300 นักประท้วงกลางกรุงลอนดอน