ประกันสังคมรื้อพอร์ตลงทุน ปรับเกณฑ์บริหารความเสี่ยง 4 หุ้นกู้
บอร์ดประกันสังคมเขย่าพอร์ตลงทุนรับสถานการณ์ ปรับเกณฑ์บริหารความเสี่ยงเข้มเต็มพิกัด หลัง 4 หุ้นกู้ “แอล.พี.เอ็น.-เชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ-บีอีซี เวิลด์-ไทยแอร์เอเชีย” ถูกลดเครดิตเรตติ้ง หวั่นลามถึงหุ้นกู้ตัวอื่นในมือ จี้ “บลจ.-ผู้จัดการกองทุน” แจงแผนบริหารจัดการลงทุนยิบ-ปิดช่องขาดทุน พลิกเกมลงทุนต่างประเทศเพิ่มจาก 10-15% เป็น 30% กระจายความเสี่ยง
ผ่าแผนกองทุนประกันสังคม
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการประกันสังคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ประชุมบอร์ดได้รับรายงาน “สถานะเงินลงทุน” ของกองทุนประกันสังคม พบว่า มีเงินทั้งหมด 2.18 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 79% ลงทุนในหลักทรัพย์เสี่ยง 21%
แบ่งเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน 1,459,190 ล้านบาท คิดเป็น 66.76% ลงทุนในตราสารทุนไทย 271,141 ล้านบาท คิดเป็น 12.40% ลงทุนในหุ้นกู้เอกชน (securitized debt) ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 83,398 ล้านบาท คิดเป็น 3.82% ลงทุนในหน่วยตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 154,786 ล้านบาท คิดเป็น 7.08%
ลงทุนในหน่วยลงทุนตราสารทุนต่างประเทศ 111,015 ล้านบาท คิดเป็น 5.08% ลงทุนในหน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐานและทองคำ 68,330 ล้านบาท คิดเป็น 3.13% และลงทุนพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน 10,482 ล้านบาท คิดเป็น 0.48% ขณะที่เงินฝากอยู่ที่ 27,401 ล้านบาท หรือ 1.25%
4 หุ้นกู้ถูกลด Credit Rating
แหล่งข่าวกล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกับการระบาดของโควิด-19 ปี 2563 และกลับมาระบาดระลอกใหม่ต้นปี 2564 พบว่า กองทุนกำลังเผชิญกับ 3 ความเสี่ยง คือ
1) แนวโน้มค่าความเสี่ยงตลาด (VAR) เดือนมกราคม 2564 ปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2563 เนื่องจากความผันผวนของหลักทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ไทยและตราสารทุนไทยมีค่า “ลดลง” จากติดลบ 8.42% มาอยู่ที่ติดลบ 8.23%
2) ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว (concentration risk) เกิดจากลงทุนในประเภทหลักทรัพย์ บริษัท และประเทศรายใดรายหนึ่งมากเกินไป จึงเร่งศึกษาความเหมาะสม ทั้งสัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงและเสี่ยง การลงทุนในต่างประเทศ การลงทุนในหลักทรัพย์ รุ่นหลักทรัพย์ กิจการและกลุ่มกิจการให้อยู่ในระเบียบคณะกรรมการประกันสังคม ว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2559
3) ความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk) คือ ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระคืนหนี้ ทั้งส่วนที่เป็นดอกเบี้ยและเงินต้นได้ หรือมีความน่าเชื่อถือที่จะชำระหนี้ได้ลดลง ส่งผลให้มีโอกาสจะ “ผิดนัดชำระหนี้” ได้ ทั้งนี้ กองทุนลงทุนในหุ้นกู้เอกชนในประเทศรวม 72,071 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3% ของเงินกองทุน 2.18 ล้านล้านบาท โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือเฉลี่ยอยู่ที่ AA คือ มีความเสี่ยงต่ำมาก และมูลค่าลงทุนในหุ้นกู้ที่กองทุนประกันสังคมลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วยลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน 27.8% การเงิน 22.9% และธนาคาร 14.1% ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ที่มีอายุในช่วง 1-3 ปี
ซึ่งพบว่ามีหุ้นกู้บางส่วนไม่เป็นไปตามเกณฑ์การลงทุน รวมมูลค่า 694 ล้านบาท ประกอบด้วย หุ้นกู้ บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN220A จากเดิมอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ A- ปัจจุบันลดลงที่ BBB+ หุ้นกู้ บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS302A เดิมอันดับความน่าเชื่อถือ A- ลดลงมาอยู่ที่ BBB+ 3) หุ้นกู้ บมจ.บีอีซี เวิลด์ หรือ BEC225A เดิมอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ A- ปรับลดลงที่ BBB และ 4) ไทยแอร์เอเชีย หรือ TAA216A จาก BBB- มาอยู่ที่ BB
“บอร์ดค่อนข้างกังวลในส่วนของหุ้นกู้จึงสั่งการว่าห้ามขาดทุน เพราะกองทุนไม่ได้ลงทุนแค่ 4 หุ้นกู้นี้ จึงต้องเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจกระจายไปยังหุ้นกู้อื่น ๆ โดยให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำชับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และผู้จัดการกองทุนทุกรายให้ส่งหนังสือชี้แจงแผนดำเนินการมายัง สปส.เป็นระยะ ๆ” แหล่งข่าวกล่าว
สั่งขายหุ้นเรตติ้งต่ำกว่า BBB-
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เพื่อบริหารความเสี่ยง สปส.ได้กำหนดแนวทางในกรณีที่หุ้นกู้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ให้ยึดแนวทางปฏิบัติงาน ทั้งหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการบริหารการลงทุนและควบคุมความเสี่ยงุน กองทุนประกันสังคม (30 สิงหาคม 2560) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประกาศคณะกรรมการประกันสังคม เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือสัดส่วนการลงทุน (ฉบับที่ 2) สาระสำคัญคือ หลังการลงทุน หากหลักทรัพย์ถูกปรับลดความน่าเชื่อถือ “ต่ำกว่า” อันดับความน่าเชื่อถือที่กำหนด “ให้ลงทุนได้” หรือที่ A- ให้ สปส.ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ 1) กรณีถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า อันดับความน่าเชื่อถือที่กำหนดให้ลงทุนได้ คือ A- แต่ไม่ต่ำกว่า BBB- ให้ สปส.เสนอแผนการดำเนินการต่อคณะกรรมการลงทุน 2) กรณีถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB- ให้ สปส.พิจารณาขายหลักทรัพย์โดยไม่ชักช้า และรายงานผลให้บอร์ดรับทราบ
ส่วนแนวทางกรณีหุ้นกู้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ เฉพาะ “บริษัทจัดการกองทุนย่อย” สำหรับสัญญาจ้างจัดการเงินกองทุนย่อยไปจัดหาผลประโยชน์ในประเทศนั้น หากภายหลังการลงทุน หลักทรัพย์ ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือที่กำหนดให้ลงทุนได้ที่ A- ให้บริษัทจัดการกองทุนดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ประกอบด้วย 1) กรณีถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับความน่าเชื่อถือที่กำหนดให้ลงทุนได้ที่ A- แต่ไม่ต่ำกว่า BBB- ให้บริษัทจัดการกองทุนเสนอแผนดำเนินการมายัง สปส.เพื่อทราบ 2)กรณีถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับน่าลงทุนที่ BBB- ให้บรษัทจัดการลงทุนพิจารณาขายหลักทรัพย์ โดย “ไม่ชักช้า” พร้อมรายงานให้ สปส.ทราบ
ใช้เกณฑ์บอร์ดเข้มกว่าระเบียบ
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในภาวะที่โควิด-19 กระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจประเทศ และเพื่อไม่ให้กองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยง จึงกำหนดอันดับความน่าเชื่อถือเข้มงวดมากขึ้น กรณีลงทุนในตราสารทางการเงิน (fixed income) ต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ำกว่า A- เข้มงวดกว่าที่ระเบียบกำหนดไว้ที่ไม่ต่ำกว่า BBB- ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ำกว่า AA- ขณะที่ระเบียบกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า BBB- เพื่อปิดความเสี่ยงขาดทุนทุกช่องทาง รักษาประโยชน์ของผู้อยู่ในระบบประกันสังคม
จ่อเพิ่มพอร์ตลงทุน ตปท.
ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.กระทรวงแรงงาน ระบุว่า กระทรวงมีนโยบายให้ สปส.เพิ่มสัดส่วนลงทุนในต่างประเทศเป็น 30% จากเดิม 10-15% โดยพิจารณาเรื่องความเสี่ยงเป็นหลัก เนื่องจากกองทุนประกันสังคมลงทุนในประเทศเป็นจำนวนมาก อาจทำให้มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม สปส.ให้เหตุผลที่ยังไม่สามารถเพิ่มลงทุนในต่างประเทศได้ เพราะกังวลจะขาดทุนจาก “อัตราแลกเปลี่ยน”
ขณะเดียวกัน ในการลงทุนของกองทุนในอนาคต สปส.อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำแผนกลยุทธ์การลงทุน เพื่อลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และต้องมี “ผู้จัดการ” ที่เป็นมืออาชีพช่วยบริหารจัดการการลงทุนในแต่ละประเทศ เพราะบางช่วงอาจมีสินทรัพย์น่าลงทุน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้า สนามบินและถนน ซึ่งกลุ่มนี้ผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างสูง