เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

การตัดไม้ทำลายป่า-สภาวะโลกร้อน ความท้าทายที่สั่นคลอนโลกกาแฟ

24 ก.ค. 2566 | 15:44น.
กาแฟ

วิกฤตกาแฟต้นน้ำกับการตัดป่า ความท้าทายที่สั่นคลอนโลกกาแฟ หากไม่เร่งแก้ปัญหา 10 ปีข้างหน้ากาแฟอาจเป็นเครื่องดื่มเฉพาะคนรวย

ท่ามกลางกระแสความนิยมที่พุ่งสูง ส่งผลให้ “กาแฟ” ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสใหม่ ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ชุมชน และสังคม แต่สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป (Climate Change) กำลังเข้ามาเป็นภัยร้ายสั่นคลอนโลกกาแฟ

ไม่เพียงทำให้พื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูกลดลง คุณภาพและรสชาติกาแฟแย่ลง แต่ยังนำไปสู่ตลาดที่แคบลงทำให้ราคากาแฟแพงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ในงาน Thailand Coffee Fest 2023 ที่เพิ่งปิดฉากไปเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีการเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ “วิกฤตกาแฟต้นน้ำกับการตัดป่า” ชวนคนกาแฟต้นน้ำถึงปลายน้ำ ร่วมสะท้อนปัญหาและแนวทางสร้างความยั่งยืนให้กับกาแฟไทย

Thailand Coffee Fest 2023

สร้างป่าต้นน้ำเพื่อกาแฟที่ดี

โดยนายวิทยา ไพศาลศักดิ์ อดีตผู้อำนวยการส่วนประสานงานโครงการพระราชดำริภาคเหนือ สำนักสนองงานพระราชดำริ กรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และการตัดไม้ทำลายพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เป็นเสมือนแทงก์น้ำบนภูเขา ทำให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ปลูกกาแฟต้นน้ำหลายจังหวัด ทั้งแม่ฮ่องสอน น่าน ลำปาง และเชียงใหม่

ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของกาแฟไทย เพราะกาแฟดีที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบต้องมีความฉ่ำ ปลูกใต้ป่าสมบูรณ์ที่มีร่มเงา ในขณะที่โลกร้อนขึ้นก็ส่งกระทบทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากกาแฟเป็นพืชที่ต้องการอุณหภูมิ 18-24 องศา โดยปากใบจะเริ่มปิดไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ หากอุณหภูมิสูงเกิน 24 องศา

ดังนั้น แนวทางแก้ปัญหาคือ “หยุดและสร้าง” โดยหยุดทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หยุดทำลายป่า หยุดสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งตอนนี้ภาครัฐเริ่มมีนโยบายและกฎหมายเข้ามาบังคับใช้แล้ว

ส่วนการสร้างเป็นเรื่องของคนรักกาแฟ ทำได้ด้วยการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟจากคนปลายน้ำ เพื่อนำไปบอกคนต้นน้ำบนดอยให้ปลูกกาแฟใต้ป่าที่สมบูรณ์ เพราะจะเป็นกาแฟที่ดี มีความอร่อยมากกว่ากาแฟที่ปลูกในที่โล่ง แม้ตอนนี้คนบนดอยจะเริ่มปลูกป่ากันบ้างแล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอ

ดังนั้น คนข้างล่างก็ต้องขึ้นไปช่วยกันด้วย ต้องต่อจิ๊กซอว์ให้ทุกดอยทำเหมือนกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างป่าต้นน้ำให้ได้มากที่สุด

ไทยต้องพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ

ด้านนายภวินท์ พานิชพรพันธุ์ ผู้ก่อตั้งไร่กาแฟชีวิน จ.ลำปาง กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่าน ผลผลิตกาแฟลดลงต่อเนื่อง โดยเกษตรกรบางรายได้ผลผลิตลดลงเหลือ 1,300 กิโลกรัม จากที่เคยผลิตได้ 2,000 กิโลกรัม และมีบางรายลดเหลือ 700 กิโลกรัมต่อรอบการปลูก

โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ และสภาพอากาศร้อนขึ้น ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเติบโตและผลผลิต แต่ยังทำให้กาแฟได้รับความเสียหายจากโรคระบาด รวมถึงแมลงที่เมื่อไม่มีป่าให้อาศัยก็จะเปลี่ยนมาอยู่ในไร่กาแฟแทน อีกทั้งสภาพอากาศร้อนยังทำให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ในขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรคือ ราคาเชอรี่ที่แพงขึ้น ไม่ได้ทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น เพราะผลผลิตลดลง มีปัญหามอดในเชอรี่ แต่ต้นทุนการดูแลเท่าเดิม หรือจะอาจจะเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับแนวทางแก้ปัญหา นอกจากต้องดูแลป่าต้นน้ำแล้ว สิ่งที่สำคัญมาก เป็นเรื่องการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟให้ต้านทานโรคระบาดมากยิ่งขึ้น เพราะกาแฟไทยใช้สายพันธุ์ดั้งเดิมมาตั้งแต่ปี  2529 เป็นเวลากว่า 30 ปีที่ไม่ได้พัฒนาสายพันธุ์ให้แข็งแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่รอด

ต้องให้ความรู้แก่เกษตรกร

ด้านอายุ จือปา ผู้ก่อตั้ง Akha Ama Coffee กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ต้องการองค์ความรู้เพื่อนำไปดูแลรักษาต้นกาแฟของแต่ละไร่ ซึ่งสามารถใช้ชุมชนบ้านมณีพฤกษ์ จังหวัดน่าน เป็นต้นแบบได้ เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีเป้าหมายร่วมกัน มีการสร้างป่า

เมื่อเข้าไปในพื้นที่ของมณีพฤกษ์จะพบว่าแตกต่างจากที่อื่น พื้นที่ด้านในเย็นกว่า อุดมสมบูรณ์กว่า ซึ่งจะต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรเข้าไปให้องค์ความรู้และวิธีการแก้ปัญหา เช่น ถ้าเกิดปัญหามอด จะต้องทำอย่างไร ทำไมผลผลิตน้อย เชอรี่ไม่โต เพื่อให้แก้ปัญหาได้ถูกจุด การเข้าไปบอกเฉพาะปัญหา แต่ไม่มีวิธีแก้ ไม่เกิดประโยชน์ จึงเป็นที่มาให้คนต้นน้ำหลาย ๆ คน รวมกลุ่มกันเพื่อให้เกษตรกรส่งต่อกาแฟที่ดีตั้งแต่ต้นน้ำ

10 ปีข้างหน้า กาแฟอาจเป็นเครื่องดื่มของคนรวย

ในฐานะคนกลางน้ำ นายอาคม สุวัณณกีฏะ ผู้ก่อตั้งโรงคั่วกาแฟปรีดา สะท้อนว่า ธุรกิจกาแฟทั่วโลกเจอกับความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปไม่แพ้กัน เช่น ประเทศบราซิล ผู้ส่งออกกาแฟอันดับต้นของโลกเจอปัญหาแม่คะนิ้ง ทำให้เสียหายไปหลายหมื่นไร่ ขณะที่เคนยา และซูดานใต้ ได้รับผลกระทบจากป่าอเมซอนถูกทำลาย

ส่วนในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน โดยในมุมของโรงคั่วพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากวัตถุดิบสำคัญคือเชอร์รี่จะแพงขึ้นแล้ว เมื่อซื้อมาจะมีมอดสูงถึง 30-40% ต้องคัดทิ้งจำนวนมาก เหลือเข้ากระบวนการคั่วในปริมาณน้อยลง เห็นได้ชัดว่าผลกระทบเกิดขึ้นกับทั้งคนต้นน้ำ คนกลางน้ำ และคนปลายน้ำ ทุกคนในวงการเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีใครรวยขึ้น

หากเป็นอย่างนี้ต่อไปในอนาคต 10 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคอาจจะไม่มีโอกาสดื่มกาแฟดี ๆ หรือกาแฟจะกลายเป็นเครื่องดื่มเฉพาะคนรวยเท่านั้น จึงจำเป็นต้องร่วมกันแก้ปัญหา โดยสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกร ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใกล้ตัว

ทั้งนี้ กาแฟที่เราบริโภค 80% จะมาจากเกษตรกรตัวเล็ก ๆ กลุ่มนี้ ดังนั้น จึงต้องการสร้างความตระหนักว่ากาแฟที่ดีต้องดีมาจากต้นน้ำ เพื่อส่งต่อให้คนปลายน้ำ

วิกฤตโรบัสต้าในภาคใต้

ปิดท้ายที่นายเขมชัย ฝั้นคำอ้าย นักพัฒนานำร่องกาแฟโรบัสต้า บอกเล่าถึงวิกฤตของกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าในภาคใต้ว่า พื้นที่เพาะปลูกกาแฟโรบัสต้าในภาคใต้ลดลงจากการรุกป่า และปัญหาใต้ดินแห้งแล้ง แหล่งน้ำใต้ดินลดระดับลงไปมาก จากเดิมอยู่ในระดับ 30 เมตร แต่จากการสำรวจล่าสุดของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลของจังหวัดชุมพร พบว่าลึกลงไปที่ระดับ 50-60 เมตร ทำให้กาแฟได้รับปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ผลผลิตหายไปประมาณ 2 เท่า และราคาดีดขึ้นเป็น 2 เท่า

และด้วยพื้นฐานของโรบัสต้าเป็นกาแฟอุตสาหกรรม ทำให้เกษตรกรไม่ได้คัดแยกกาแฟเอง จึงไม่รู้ว่าผลผลิตเป็น waste หรือมีแมลงเจาะเท่าไหร่ ดังนั้น เกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงยังปลูกกาแฟแบบไม่มีองค์ความรู้ และไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยจากการพูดคุยกับกูรูในวงการกาแฟมองว่าโรบัสต้ายังเดินหน้าต่อไปได้ แต่ต้องการความช่วยเหลือที่หลากหลาย

“ภาคใต้ปลูกยาง ปาล์ม ซึ่งเป็นพืชที่ต้องใช้สารเคมีเป็นพิษกับดิน และสามารถซึมลงแหล่งน้ำใต้ดินด้วย กลายเป็นผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ธรรมชาติ ส่งต่อมาคนปลูกและผู้บริโภค สร้างปัญหาด้านสุขภาพ เราจึงมีโครงการเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในชุมชนให้เรียนรู้วิธีการปลูกแบบลดการใช้สารเคมี เพื่อให้ระบบนิเวศฟื้นคืนระดับหนึ่ง” นายเขมชัยกล่าวทิ้งท้าย