ประวัติศาสตร์ต้องจารึก สหรัฐคืน “โกลเด้นบอย” กลับไทย

ถือเป็น “ข่าวใหญ่” และ “ข่าวดี” แห่งปี ที่ประเทศไทยได้รับคืน “2 โบราณวัตถุ” กลับสู่มาตุภูมิ เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2567 และวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2567 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และกรมศิลปากร ได้จัดพิธีรับมอบอย่างสากล ณ พระที่นั่งอิสราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

โดยไม่มีการบวงสรวงตามคติพราหมณ์ เหมือนเมื่อครั้งรับมอบทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว เมื่อปี 2564

จริยธรรมที่งดงามของ The MET

ตามไทม์ไลน์ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา อธิบดีกรมศิลปากร “พนมบุตร จันทรโชติ” เคยรายงานเรื่อง นายแมกซ์ ฮอลเลน ผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทัน หรือ เดอะ เมท (The Metropolitan Museum of Art หรือ The MET) นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้มอบหมายให้ นายจอห์น กาย ภัณฑารักษ์แผนกเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้แทนเข้าพบอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมส่งมอบหนังสือแจ้งการขอส่งคืนโบราณวัตถุ 2 รายการ ให้แก่ประเทศไทย

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ไทยได้รับคืนครั้งนี้ ได้แก่ 1.ประติมากรรมสำริดรูปพระศิวะ (The Standing Shiva) หรือ Golden Boy และ 2.ประติมากรรมรูปสตรีพนมมือ (The Kneeling Female)

ซึ่งการส่งคืนนั้น สืบเนื่องจากพิพิธภัณฑ์ The MET ตรวจสอบรายการโบราณวัตถุที่มีประวัติการได้มาเกี่ยวข้องกับ นายดักลาส แลตช์ฟอร์ด นายหน้าค้าโบราณวัตถุ ผู้ถูกสำนักงานอัยการเขตนิวยอร์กใต้แจ้งดำเนินคดีค้าโบราณวัตถุโดยผิดกฎหมายเมื่อปี 2562 และพบว่า มีโบราณวัตถุประติมากรรมสำริดจากประเทศไทย คือ ประติมากรรมพระศิวะสำริด หรือที่รู้จักในชื่อ Golden Boy (โกลเด้น บอย) นั่นเอง

Advertisment

ทั้งนี้ ยังพบโบราณวัตถุมีที่มาเกี่ยวพันกับนางดอรีส วีเนอร์ ถูกสำนักงานอัยการเขตนิวยอร์กแจ้งดำเนินคดีค้าโบราณวัตถุโดยผิดกฎหมายเช่นกัน เมื่อปี 2564 เป็นโบราณวัตถุประติมากรรมสตรีอีก 1 รายการ

คณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทัน จึงมีมติถอดโบราณวัตถุทั้ง 2 รายการ ออกจากบัญชีทะเบียนโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ และประสานแจ้งวัตถุประสงค์การส่งคืนแก่ไทยตามข้อตกลงกับสำนักงานอัยการเขตนิวยอร์กใต้ โดยประสานงานและทำพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการ ผ่านทางสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครนิวยอร์ก

ขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ The MET นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แถลงการณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2566 ต้องการสร้างความปรองดองทางวัฒนธรรม ด้วยการคืนโบราณวัตถุร่วม 30 ชิ้น ทั้งไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย และวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ จะส่งโบราณวัตถุ 2 ชิ้น กลับคืนให้ประเทศไทย โดยยังไม่ได้มีหนังสือจากรัฐบาลไทยขอทวงคืนแต่อย่างใด

มาถึงวันที่ 25 เมษายน 2567 ทางพิพิธภัณฑ์ The MET ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ ระหว่างพิพิธภัณฑ์กับรัฐบาลไทย

Advertisment

วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 โบราณวัตถุ 2 ชิ้นสำคัญ ทั้ง Golden Boy และประติมากรรม The Kneeling Female ก็เดินทางถึงไทยเรียบร้อย

แสดงถึงจริยธรรมอันงดงามของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทัน ที่ให้ความสำคัญกับการครอบครองโบราณวัตถุอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ถือเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กรมศิลปากร วธ. และพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทัน ในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการของพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการโบราณวัตถุร่วมกันที่ผ่านมา

เครือมติชน เกาะติดประเด็นโกลเด้นบอย

ที่สำคัญ “เครือมติชน” เป็นสื่อเดียวภายใต้การรวมพลังของ “มติชน ข่าวสด ศิลปวัฒนธรรม” ที่เกาะติดกระแสและประเด็นของ “โกลเด้นบอย” มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอข่าว รายงานความคืบหน้า การเจาะประเด็นที่น่าสนใจ รวมถึงการนำเสนอบทวิเคราะห์จากนักวิชาการชั้นนำ

โดยเฉพาะการจัดเสวนา SILPA PODCAST “Golden boy” คืออะไร ? เทวรูปพระศิวะ ชัยวรมันที่ 6 หรือรูปผีบรรพชน ? จัดโดย “ศิลปวัฒนธรรม” รวมถึงการจัดสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา “ตามหา “Golden Boy” เทพแห่งที่ราบสูง ?” เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ที่อาคารข่าวสด

โดยมีวิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีร่วมให้มุมมอง ได้แก่ นายศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี และคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากคนในสังคม

ดร.ทนงศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ไทยได้คืนทั้ง 2 ชิ้น อย่างไรก็ตาม โบราณวัตดุดังกล่าวไม่ได้อยู่ในรายการติดตามคืนของคณะกรรมการแต่อย่างใด

สาเหตุที่ได้คืนเกิดจากรัฐบาลกัมพูชาติดตามคืนโบราณวัตถุกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเขมรทั้งหมด โดยเข้าไปเปิดเจรจาและถือโอกาสคุยแลกเปลี่ยน ว่ารัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาควรร่วมกันทวงโบราณวัตถุ เพื่อได้โบราณวัตถุชิ้นสำคัญในคราวเดียว

“เหตุผลที่ว่า ทำไมกัมพูชาติดตามโบราณวัตถุได้มากกว่าของไทย เพราะรัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด เมื่อทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทัน พบหลักฐานว่าเป็นการซื้อขายจากนายดักลาส แลตช์ฟอร์ด เหมือนกับชิ้นอื่น ๆ ที่รัฐบาลกัมพูชาติดตาม โบราณวัตถุไทยทั้ง 2 ชิ้นนี้มีการตรวจสอบพบว่าผิดกฎหมายจริง เลยยินดีคืนให้พร้อมกับโบราณวัตถุกลุ่มที่รัฐบาลกัมพูชาติดตาม”

อย่างไรก็ตาม Golden Boy ถูกตีความอย่างมากมายหลายหลากทฤษฎี ว่าภายใต้รูปอันงดงาม ประติมากรรมรูปนี้หมายถึงใคร หรือเป็นอะไรกันแน่ หนึ่งในข้อสันนิษฐานที่ได้รับความเชื่อถือมาก ตั้งต้นมาจากการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ภัณฑารักษ์ The Met คือเป็นรูปสนองพระองค์ของ “พระเจ้าชัยวรมันที่ 6” ผู้สถาปนาปราสาทพิมาย

แม้ยังไม่มีข้อสรุปชัด แต่ข้อสันนิษฐานนี้ถือว่าตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ไม่น้อย เพราะตัวตนของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ถือเป็นกษัตริย์องค์สำคัญและยิ่งใหญ่ของเขมรโบราณสมัยพระนคร ซึ่งมีร่องรอยหลักฐานของพระองค์ที่สัมพันธ์กับในดินแดนอีสานใต้ อันเป็นพื้นที่ที่พบโกลเด้นบอย

ส่วนการได้ฉายา Golden Boy เป็นการขนานนามจากนักค้าโบราณวัตถุ ที่ยกให้เป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมระดับโลก มูลค่าการซื้อขายนักสะสมตีราคา 100 ล้านบาท

การตั้งราคาแพงลิบลิ่ว ข้อมูลระบุว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีหล่อขั้นสูง หล่อขึ้นโดยมีส่วนผสมทองแดงกับดีบุก เคลือบผิวด้วยกะไหล่ทอง และฝังเงิน

สันนิษฐานว่ามีส่วนประกอบของดีบุกมากกว่า 20% เพื่อให้เกิดการไหลของโลหะในขั้นตอนการหล่อ และมักจะพบในประติมากรรมขนาดใหญ่

เช่นเดียวกับประติมากรรมที่พบจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ จ.ศรีสะเกษ ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปะเขมรในไทย ราว พ.ศ. 1600-1650 หรือต้นพุทธศตวรรษที่ 17

เรื่องราวการได้มาของประติมากรรมทรงคุณค่าอย่าง Golden Boy แม้จะสร้างความปีติยินดีแก่คนไทยและประเทศไทย แต่ยังมีวัตถุโบราณอีกหลายชิ้นที่เราต้องติดตามกันต่อไป

รอบนี้ประวัติศาสตร์ไทยต้องจารึก เพราะโกลเด้นบอยมีผลต่อการศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้แก่วงการโบราณคดีจากอดีต ปัจจุบัน ไปถึงอนาคต

Golden Boy คือใคร ?

Golden Boy เป็นประติมากรรมสำริดกะไหล่ทอง ความสูง 1.2 เมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ขุดพบในพื้นที่ประเทศไทย เป็นหลักฐานแสดงถึงความเจริญและวิทยาการชั้นสูงด้านงานโลหะของช่างโบราณได้เป็นอย่างดี

ความที่เป็นประติมากรรมสำริดกะไหล่ทองทั้งองค์นี้เอง จึงเป็นที่มาของชื่อ “Golden Boy”
ชาวบ้านขุดพบ Golden Boy เมื่อ พ.ศ. 2518 ที่ปราสาทบ้านยาง บ้านยางโป่งสะเดา ต.ตาจง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ แล้วขายให้ “ดักลาส แลตช์ฟอร์ด” นักสะสมโบราณวัตถุ ในราคา 1 ล้านบาท จากนั้นถูกนำออกจากไทยอย่างผิดกฎหมาย ผ่านบริษัทประมูล Spink & Son และนำไปจัดแสดงที่ The MET นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

“กรมศิลปากร” อธิบายรูปแบบศิลปกรรมของ Golden Boy ว่า เป็นศิลปะลพบุรี หรือศิลปะเขมรในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี ให้ความเห็นว่า เป็นศิลปะเขมรแบบพิมาย (ระหว่าง พ.ศ. 1623-1650) เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่พัฒนาการต่อเนื่องจากแบบบาปวน และให้อิทธิพลต่อแบบนครวัด

ส่วนตัวตนของ Golden Boy ที่ว่าเป็นใคร ? ยังกระจัดกระจายจากหลายข้อสันนิษฐาน อาทิ รูปพระศิวะ, ทวารบาล, พระเจ้าชัยวรมันที่ 6, พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 เป็นต้น

ประติมากรรมสตรีพนมมือ

ประติมากรรมรูปสตรีพนมมือ (The Kneeling Female) มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 สูง 43 เซนติเมตร อยู่ในท่านั่งชันเข่า พนมมือไหว้เหนือศีรษะ แต่งกายแบบชนชั้นสูง หล่อด้วยสำริด มีร่องรอยการประดับด้วยโลหะทองและเงิน

ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี ให้ข้อมูลว่า ประติมากรรมสตรีปรากฏครั้งแรกอยู่ในหนังสือของแลตช์ฟอร์ด (คนเดียวกับที่ซื้อ Golden Boy) รายละเอียดในหนังสือระบุเพียงว่า เป็นโบราณวัตถุจาก “บุรีรัมย์” เท่านั้น ไม่มีข้อมูลว่า ถูกค้นพบหรือนำออกมาจากปราสาทหลังใด ส่วนประวัติการได้มาและข้อมูลการซื้อขาย ต้องรอตรวจสอบจากเอกสารที่ส่งมาพร้อมประติมากรรม

ทั้ง Golden Boy และประติมากรรมสตรีพนมมือ ถูกนำไปจัดแสดงที่ The MET แต่เมื่อตรวจสอบเพื่อยืนยันแหล่งค้นพบ ข้อมูลการซื้อขาย และเส้นทางก่อนมาอยู่ The MET กลับพบว่า มีประวัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำสู่การแจ้งคืนโบราณวัตถุทั้ง 2 ชิ้นกลับสู่ประเทศไทย

การได้รับประติมากรรม 2 ชิ้นครั้งนี้ ถือเป็น “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญ ที่เป็นประโยชน์ต่อแวดวงประวัติศาสตร์และโบราณคดีในไทย