10 กระเป๋าแบรนด์หรู มูลค่าดีไม่มีตก ควรค่าแก่การลงทุน

พิราภรณ์ วิทูรัตน์ : เรื่อง

ถ้าพูดถึงการลงทุนเก็บออมเงินในระยะยาว หลายคนอาจจะคิดถึงการเล่นหุ้น ซื้อทอง หรือเก็บเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างที่ดิน บ้าน หรือคอนโดฯ แต่จริง ๆ แล้วการลงทุนกับสิ่งที่เราชอบและสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ยังมีอีกหลากหลายช่องทางด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือการลงทุนกับกระเป๋าแบรนด์เนมสุดหรู ไม่น่าเชื่อว่าสินค้าราคาระดับไฮเอนด์ที่มักจะถูกจัดประเภทในหมวดของฟุ่มเฟือยเหล่านี้จะมีราคาซื้อขายในตลาดพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะเป็นแรร์ไอเท็มแล้ว วัสดุของสินค้าเหล่านี้ยังคงทนแข็งแรง แม้จะผ่านการใช้งานนานหลายปีด้วย

วันนี้ “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ขออาสาคัดมาให้คุณผู้อ่านถึง 10 ใบ ที่ได้รับการการันตีจากเหล่ากูรูแฟชั่นทั่วโลกว่า สามารถส่งต่อได้ในราคาที่คุ้มค่าแก่การลงทุนแน่นอน

Hermes Birkin Bag

แบรนด์กระเป๋าจากฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อเรื่องราคาและคุณภาพของหนังที่ทนทานมากที่สุดแบรนด์หนึ่งเลยก็ว่าได้ ความพิเศษของ Hermes คือการจำกัดการผลิตต่อลอตยิ่งบางรุ่นบางแบบที่หนัง
หายาก หรือมีมูลค่าสูง ทางแบรนด์จะแอบคัดกรองลูกค้าด้วย

ส่วนรุ่นที่ขึ้นชื่อว่าฮอตฮิตตลอดกาลก็คือ Birkin Bag กระเป๋าที่มีต้นกำเนิดมาจากการพูดคุยระหว่างผู้บริหาร Hermes อย่างจีน-หลุยส์ ดูมาส และเจน เบอร์กิน ในเที่ยวบินโดยสารไฟลต์หนึ่ง การแลกเปลี่ยนความเห็นครั้งนั้นนำมาสู่ไอเดียการทำกระเป๋า Birkin ที่มีรูปร่างทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จุของได้เยอะ และมีสายคล้องแขนที่เล็กกะทัดรัด แต่ทนทานแข็งแรง

รูปทรงของ Birkin สามารถอะแดปต์กับลุกของสาว ๆ ได้ไม่ยาก บวกกับวัสดุและการผลิตที่น้อยมาก ๆ ทำให้ราคาขายในช็อปมีตั้งแต่ 600,000 บาท ไปจนถึง 5,000,000 บาท ส่วนราคาส่งต่อของเจ้า Birkin จะพุ่งสูงมากกว่าราคาเดิมราว 3-4 แสนบาทเป็นอย่างต่ำ ยิ่งเป็นกระเป๋าที่ซื้อมานานแล้ว ก็สามารถคูณด้วยจำนวนปีเข้าไปเพิ่มได้อีก

กระเป๋ารุ่นนี้ รับรองราคาไม่ตก เพราะ Birkin Bag ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า มีมูลค่าสูงสุดตลอดกาล หากใครอยากเป็นเจ้าของคงต้องรอสักหน่อย เพราะขนาดดาราฮอลลีวูดยังต้องมีการจองคิวรอกระบวนการผลิตนานนับปีเลยทีเดียว

Chanel Classic Flap

พูดถึง Chanel สาว ๆ น่าจะนึกถึงกระเป๋าขนาดกะทัดรัด แต่งสายโซ่สลับเนื้อผ้าที่กลายเป็นลายเซ็นของแบรนด์ไปแล้ว นั่นก็คือ Chanel Classic Flap ปัจจุบันกระเป๋ารุ่นนี้ถูกดัดแปลงจาก Chanel 2.55 เวอร์ชั่นออริจินอลที่ออกแบบโดยโคโค่ ชาแนล ในปี 1955 ซึ่งภายหลัง คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ดีไซเนอร์คู่บุญของ Chanel ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์บริเวณตัวล็อกกระเป๋า จากเดิมที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมธรรมดาให้กลายเป็นตัวซีไขว้ ซึ่งก็คือตราโลโก้ของแบรนด์นั่นเอง

Chanel Classic Flap มีทั้งหมดสามแบบด้วยกัน ได้แก่ รุ่นออริจินอล 2.55 รุ่นตัวซีไขว้ และรุ่น Reissue ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2005 เอกลักษณ์ของทั้งสามรุ่นที่ครองใจสาว ๆ ไปทั้งโลกก็คือ ดีไซน์หนังลายควิลต์อันโดดเด่นมีสไตล์ แต่ละรุ่นมีความแตกต่างเล็กน้อยตรงตัวล็อกปิด และสายสะพายที่หากเป็นรุ่นตัวซีไขว้จะเป็นสายโซ่ถักหนัง ส่วนอีกสองรุ่นจะเป็นสายโซ่ทั้งเส้น

ปัจจุบันกระเป๋ารุ่นนี้มีราคาอยู่ที่ราว ๆ 191,000 บาท ความสวยคลาสสิกไม่มีตกยุคของ Classic Flap ทำให้ราคาซื้อขายมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ โดยปัจจุบันราคาส่งต่อของกระเป๋ารุ่นนี้สามารถขายได้มากกว่า 70% ของราคาที่ซื้อมาในปีนั้น ๆ ซึ่งหากลองไปส่องดูตามเว็บไซต์ซื้อขายแบรนด์เนมมือสอง ก็จะพบว่า Chanel Classic Flap ยังคงได้รับการถามไถ่ประกาศตามหาอยู่เสมอ ๆ เป็นการการันตีออริจินอลกระเป๋าคล้องไหล่ใบนี้ได้เป็นอย่างดี

Louis Vuitton Neverfull

รุ่นขายดีตลอดกาลของ Louis Vuitton เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2007 Neverfull Bag ไม่เพียงแต่ครองใจสาวกแบรนด์เนมกระเป๋าหนักได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเจาะตลาดระดับแมสได้อีกด้วย กระเป๋ารุ่นนี้ความดีงามของมันอยู่ที่ขนาดที่ใหญ่มาก จุของได้เยอะ ที่สำคัญ แข็งแรงทนทานสุด ๆ ทางแบรนด์เคยทดสอบความอึดถึกของเจ้า Neverfull ด้วยการใส่ของที่มีน้ำหนักมากลงไป และยังมีการเหวี่ยงลงจากที่สูงมาก ๆ เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงความยืดหยุ่นทนทานระดับตำนานของหนังนั่นเอง ซึ่งภายหลังการเทสต์ครั้งนั้นก็ทำเอา Neverfull ขายดีไม่หวาดไม่ไหว กระทั่งในบ้านเราเองก็ได้รับความนิยมอย่างมาก ขนาดที่ว่า Louis Vuitton Neverfull กลายเป็นกระเป๋าที่มีของก๊อปขายวางเกลื่อนที่สุดรุ่นหนึ่งเลย

สาเหตุที่ Neverfull เจาะตลาดแมสได้ น่าจะมาจากราคาที่ค่อนข้างเอื้อมถึงมากกว่าแบรนด์อื่น ๆ สนนราคาขายในช็อปตอนนี้อยู่ที่ราว ๆ 3-4 หมื่นบาท ส่วนราคาส่งต่อของรุ่นนี้มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าราคาซื้อถึง 65-80% ของราคาที่ซื้อมา ลองไปสำรวจดูคร่าว ๆ ราคาอยู่ที่ 8-9 หมื่นบาท

Prada Galleria

แบรนด์ไฮเอนด์สุดหรูอีกแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในบ้านเราสุด ๆ Prada Galleria มีอีกชื่อว่า Prada Saffiano Lux กระเป๋าของ Prada รุ่นนี้มีรูปทรงที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ยาว และสูง ทำให้สามารถจุของได้เยอะ โดยที่ตัวกระเป๋าก็ไม่ดูใหญ่เทอะทะจนเกินไป ดีไซน์ของรุ่นนี้ให้ความรู้สึกคล้ายกับศิลปะแบบอิตาลีโบราณ ตัดกับโลหะที่มาประดับตกแต่งให้ดูทันสมัย และสีสันจัดจ้านหลากหลาย จึงทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกที่ไม่ตกยุค และความทันสมัยแบบสาวยุคใหม่ สวยจบภายในใบเดียว

Prada Galleria ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ในขั้นตอนการผลิตได้มีการนำหนังผ่านความร้อนจนเกิดเป็นลายเส้นนูนสวยงาม สามารถกันน้ำและรอยขีดข่วนได้ด้วย เป็นกระเป๋าที่ไม่ต้องทนุถนอมมากก็มีอายุการใช้งานไปได้หลายปี ราคารุ่นนี้เริ่มต้นตั้งแต่ 65,000 บาท ไปจนถึงเกือบ ๆ 100,000 บาท ส่วนราคาส่งต่ออยู่ที่ราว ๆ 15-20% ของราคาซื้อนั่นเอง

Lady Dior Bag

นึกถึงกระเป๋า Dior ต้องนึกถึงรุ่นนี้กันเลย เดิมที Lady Dior มีชื่อรุ่นว่า Chou Chou แต่ถูกเปลี่ยนในภายหลังเพื่อเป็นเกียรติแก่ Lady Diana เนื่องจากเจ้าหญิงไดอาน่าทรงถือกระเป๋ารุ่นนี้อวดโฉมสายตาชาวโลกในช่วงแรก ๆ ที่กระเป๋าออกวางขาย และด้วยความที่เจ้าหญิงไดอาน่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลอยู่แล้ว หลังจากมีภาพถ่ายคู่กับกระเป๋าเผยแพร่ออกไป จึงเกิดกระแสความสนใจในตัวกระเป๋า Dior รุ่นนี้มากขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน ทางแบรนด์จึงเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น Lady Dior เฉพาะภายในระยะเวลา 2 ปี Lady Dior มียอดขายมากกว่า 2 แสนใบ จนถึงปัจจุบันยังคงได้รับการขนานนามว่าเป็น “it bag” ที่ผู้หญิงทุกคนควรมี

ด้วยดีไซน์ที่ดูเท่สตรอง แต่ก็ยังคงความเฟมินีนไว้ได้อย่างลงตัว บวกกับขนาดและสีสันที่มีให้เลือกหลากหลาย Lady Dior จึงยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรักกระเป๋าอยู่ ปัจจุบันราคาของรุ่นนี้เริ่มต้นที่ประมาณ 120,000-144,000 บาท ส่วนราคาที่สาว ๆ สามารถส่งต่อได้จะเพิ่มราว ๆ 14% จากราคาซื้อ

Fendi Peekaboo

แบรนด์ที่มีดีไซเนอร์คนเดียวกับ Chanel นั่นก็คือ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ Fendi Peekaboo เปิดตัวในช่วง Spring เมื่อปี 2009 รูปทรงของรุ่นนี้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใบใหญ่แนว ๆ working bag เหมาะสำหรับสาวทำงาน ภายในตัวกระเป๋ามีลูกเล่นที่โดดเด่นอย่างตัวฮาร์ดแวร์ที่มีลักษณะคล้ายดวงตา และพวงกุญแจตุ๊กตาที่ไว้ห้อยประดับ แม้รูปทรงของกระเป๋าจะดูแข็ง ๆ ไปบ้าง แต่ Fendi ก็เสริมลูกเล่นพวกนี้มาไว้ ทำให้ตัวกระเป๋าไม่ดูน่าเบื่อจำเจอีกต่อไป

นอกจากนี้ Peekaboo ยังเป็น classic line ของแบรนด์ด้วย ทำให้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี รุ่นนี้ก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทุกปี Fendi ยังมีการเปิดตัว material และสีใหม่ ๆ เอาใจกลุ่มลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ส่วนราคาขายในช็อปตอนนี้เริ่มต้นตั้งแต่ 110,000 บาท ไปจนถึง 150,000 บาท และยังเป็นรุ่นที่สามารถส่งต่อได้ในราคาที่มากกว่าราคาซื้อราว ๆ 40% อีกด้วย

Chanel Boy Bag

กลับมาที่ Chanel กันอีกรอบ นอกจากรุ่น Classic Flap ที่ดูมีความเฟมินีนสุด ๆ แล้ว รุ่นนี้เป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง Chanel Boy Bag จะเน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก ออกแบบโดยโคโค่ ชาแนล โดยชื่อรุ่น Boy Bag มาจากชื่อคนรักของเขา Boy Capel นั่นเอง กระเป๋ารุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2011 เป็นกระเป๋าสะพายข้างที่ให้ลุกเรียบหรู ไม่มีลูกเล่นเท่า Classic Flap

ราคาขาย Boy Bag และ Classic Flap ค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือประมาณ 135,000 บาท ส่วนราคาขายต่อยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ กว่า 40% จากราคาซื้อ เป็นอีกรุ่นที่กูรูทั้งหลายฟันธงว่า ควรค่าแก่การลงทุนมากที่สุด เพราะยังไม่มีทีท่าว่ามูลค่าจะลดลงแต่อย่างใด

Mulberry Alexa Bag

กระเป๋าแบรนด์ดังจากอังกฤษที่เน้นความคล่องตัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากที่สุด Alexa Bag เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ และอเล็กซ่า ชอง นางแบบนักเขียน และแฟชั่นดีไซเนอร์ที่ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่น ด้วยความที่ชองทรงอิทธิพลในวงการมาก ๆ อยู่แล้ว เมื่อมีการ collaboration เกิดขึ้น จึงไม่ยากที่ Alexa Bag จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง จะถือคล้องแขนหรือสะพายไหล่ลุย ๆ ก็ได้ทั้งสองลุก

Alexa Bag ราคาไม่แพงมาก อยู่ที่ราว ๆ 50,000 ถึง 73,000 บาท ราคาส่งต่อของรุ่นนี้บวกจากราคาซื้อไปอีก 65% โดยเฉพาะไซซ์ใหญ่ที่ปัจจุบันทางแบรนด์ยกเลิกการผลิตไปแล้ว ใครที่มีใบใหญ่ไว้ครอบครองเรียกว่า เป็นแรร์ไอเท็มสุด ๆ เลยล่ะ

Gucci Soho

หนึ่งในรุ่นของ Gucci ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด Gucci Soho เปิดตัวเมื่อปี 2012 และจากนั้นไม่นานก็กลายเป็นกระเป๋าที่ได้รับความนิยมทันที ด้วยตัวกระเป๋าที่มีขนาดกะทัดรัด ตกแต่งแบบน้อยแต่มาก คือมีเพียงโลโก้แบรนด์และพู่หนังห้อยกระเป๋าด้านข้าง รวมถึงราคาที่ไม่แพงมาก คืออยู่ที่ราว ๆ 39,000 บาท แม้จะดูใบเล็กแต่ Gucci Soho ก็จุของได้เยอะพอสมควร เพราะมีทรงที่กว้างและสูงรองรับได้ทั้งกระเป๋าตังค์ โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องสำอางเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสาว ๆ ถือว่าเป็นกระเป๋าขนาดกำลังดีอีกใบ

Gucci Soho สามารถขายต่อได้ในราคาที่สูงมาก ๆ ถึง 90% ของราคาซื้อด้วย

Dior Saddle

นอกจาก Lady Dior แล้ว Dior Saddle ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่กลับมาทวงบัลลังก์ความนิยมได้อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานกว่า 20 ปี กระเป๋ารูปทรงอานม้าที่เหล่าสาวก Dior น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1999 และกลับมาเปิดตัวอีกครั้งในปี 2018 ครั้งนี้ Dior ใส่ดีเทลลวดลายและเพิ่มขนาดใหม่เข้าไปด้วย แถมยังมีสายสะพายให้เลือกทั้งคล้องไหล่ คล้องแขน หรือจะซื้อสาย crossbody เพิ่มมาใส่ด้วยก็ได้เหมือนกัน

ราคาเริ่มต้นของรุ่นนี้อยู่ที่ 73,000 บาท จนถึง 110,000 บาท ส่วนราคาส่งต่อจะอยู่ที่ราว ๆ 14% ของราคาซื้อ

Previous articleดอกเบี้ยขาลง
Next articleนับถอยหลังกับนักแสดง “พัค จินยอง” ที่จะพาแฟนๆ ไปร่วมสร้างความทรงจำสุดพิเศษ 21 ก.ค.นี้!!