ถอดบทเรียน ‘เผิง ส่วย’ แฉ โดนชนชั้นนำคุกคามทางเพศร่วม 10 ปี

เผิง ส่วย
อาฮุย แผ่นดินใหญ่ : เรื่อง

โลกสมัยใหม่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่เฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สังคมทั่วไปก็ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย ความเคลื่อนไหวและโฉมหน้าของวงการกีฬาในแต่ละประเภท แต่ละภูมิภาคเปลี่ยนไปมาก

หัวข้อสิทธิของนักกีฬาโดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศถูกหยิบยกมาพูดถึงต่อเนื่อง ล่าสุด เกิดกรณีทางสังคมประเด็นใหญ่ในจีน เมื่อเผิง ส่วย นักเทนนิสสาวจีนออกมาอ้างว่าเธอถูกอดีตรองนายกรัฐมนตรีจีนล่วงละเมิดยาวนานร่วม 10 ปี

เผิง ส่วย ถือเป็นนักเทนนิสชาวจีนที่มีชื่อเสียงทั้งในบ้านเกิดและต่างแดน เธอเคยขึ้นถึงมืออันดับ 1 ของโลกประเภทหญิงคู่เมื่อปี 2014 ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ทำให้เธอตกเป็นประเด็นคือการโพสต์ข้อความลงในสื่อสังคมออนไลน์ในจีนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2021 (ตามเวลาท้องถิ่น) กล่าวอ้างว่าเธอถูก “จาง เกาลี่” อดีตรองนายกรัฐมนตรีจีนวัย 75 ปีคุกคามทางเพศและบีบบังคับเธอให้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมายาวนานร่วม 10 ปี ระหว่าง ค.ศ. 2013-2018

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในจีน ภายหลังจากโพสต์เผยแพร่สู่สาธารณะ สื่อตะวันตกต่างรายงานกันว่า ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ทางการจีนพยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้หัวข้อและข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้แพร่กระจายไปด้วยการบล็อกการค้นหาด้วยคำว่า “เทนนิส”

รายงานข่าวหลายแหล่งยังบอกว่า ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มดังในจีนไม่สามารถส่งรูปหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ การค้นหาชื่อ “เผิง ส่วย” (Peng Shuai) ก็ดูเหมือนถูกจำกัดการเข้าถึงโดยทางการจีนเช่นกัน

เนื้อหาในโพสต์เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับชนชั้นนำระดับสูงของจีนว่า เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ในรอบหลายปี เผิง ส่วยเล่าว่าฝ่ายชายพยายามปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เมื่อจาง เกาลี่เริ่มมีตำแหน่งที่สูงขึ้นในพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ไม่ค่อยได้ติดต่อเธออีก กระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จางเชิญเธอไปเล่นเทนนิสกับเขาและภรรยาที่บ้านและล่วงละเมิดเธอ ซึ่งเผิง ส่วยเขียนเล่าว่าเธอไม่ได้ยินยอมเลย และร้องไห้ตลอดเวลา


อย่างไรก็ตาม เผิง ส่วยระบุในโพสต์ว่า เธอไม่มีหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวอ้างของเธอ แต่เธอตั้งมั่นที่จะนำเรื่องนี้ออกมาเปิดเผยให้ได้ ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ปฏิกิริยาของสังคมจีนต่อข้อมูลนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อ “กำแพงไซเบอร์” ของจีนถูกยกขึ้นมาใช้งานอย่างหนักหน่วงภายหลังโพสต์เผยแพร่ออกมา ชาวจีนจำนวนไม่น้อยย่อมเห็นหรือรู้สึกได้ว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะมีมูลความจริง

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะก่อนหน้านี้สังคมจีนเคยสัมผัสกับกรณีการกล่าวหาบุคคลมีชื่อเสียงว่ามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศต่อผู้หญิงมาแล้ว ความเคลื่อนไหว #Metoo ซึ่งจุดประกายความตื่นตัวเรื่องปัญหาคุกคามทางเพศที่ฝังในสังคมหลากหลายวงการ (รวมถึงโลกกีฬาด้วย) เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 2017 นิตยสารไทมส์ ยกให้ #Metoo เป็นบุคคลแห่งปีมาแล้ว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

เป็นที่รับรู้กันว่าบุคคลมีชื่อเสียงหรือแม้แต่ระดับชนชั้นนำของจีนจะกุมอำนาจและมีอิทธิพลมากในสังคมแดนมังกร แต่ก่อนหน้านี้ ทางการจีนก็เคยตั้งข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่เรื่องความประพฤติที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องทางเพศมาแล้ว แต่สำหรับกรณีของเจ้าหน้าที่ทางการ ยังไม่เคยมีการเปิดเผยข้อกล่าวหาต่อตัวบุคคลเผยแพร่สู่สาธารณะแบบนี้มาก่อน

เรื่องราวของผู้ถูกกระทำที่ออกมาเปิดเผยผ่านการเคลื่อนไหว #Metoo มีเรื่องราวบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน “เรื่องราว” ของเธอสะท้อนถึงเหยื่อกลุ่มที่กล้าแหวกมาตรฐานทางสังคมและกรอบแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นภาพสะท้อนของสังคมในเอเชียบางแห่ง ยังเป็นภาพสะท้อนของโลกกีฬาด้วย

เงินรางวัลของนักกีฬาชายและหญิงจากการแข่งขันกีฬาในอดีตมีตัวเลขต่างกัน ลักษณะของการปฏิบัติทั้งในและนอกสนามในบางชนิดกีฬาก็แสดงถึงความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำทางเพศ หลายปีที่ผ่านมา

กระแสรณรงค์และความเคลื่อนไหวทางสังคมส่งผลให้องค์กรและคนในวงการกีฬาหันมาตระหนักถึงความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น บางปัญหาค่อย ๆ ถูกแก้ไข เช่น เรื่องเงินรางวัล หลายรายการปรับเพิ่มเงินรางวัลและค่าตอบแทนของฝ่ายหญิงมากขึ้น

มีสถิติจากทวิตเตอร์ว่าผู้ใช้งานให้ความสนใจนักกีฬาหญิงมากขึ้น และเป็นหัวข้อการสนทนาในโลกสังคมออนไลน์หลังโอลิมปิกที่โตเกียว แน่นอนว่า มหกรรมครั้งล่าสุดก็มีประเด็นเรื่องสิทธินักกีฬาที่จุดประเด็นขึ้นจากนักกีฬาหญิงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการคุกคามทางเพศคือปมใหญ่ที่ไม่อาจขจัดในระยะสั้น ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับกรณีของเผิง ส่วย ทำให้เห็นว่า เป็นเรื่องน่าวิตกหากบุคคลที่กุมอำนาจและมีอิทธิพลในสังคมที่พวกเขาเป็นคนควบคุมช่องทางและโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ผู้ถูกกระทำที่กล้าหาญ มีโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีพด้วยตัวเองเพียงพอแล้วถึงออกมายืนหยัดได้ดังเช่นกรณีของเผิง ส่วย

ยังมีนักกีฬาหญิงและผู้ถูกกระทำอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นที่รู้จักในสังคมและมีคนติดตามมากมายจนรับรู้สารที่เธอสื่อสาร กลุ่มนี้คือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน แต่โดยรวมแล้ว ประเด็นสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันในวงการกีฬาเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น ภายหลังการเคลื่อนไหวทางสังคม และบางครั้งก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวด้วย


กรณีของเผิง ส่วยก็น่าติดตามผลปลายทาง นอกจากจะเพื่อตัวเผิง ส่วยไปจนถึงผู้ถูกกระทำรายอื่นแล้ว ยังเพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นเรื่องเตือนใจสำหรับใครที่จะเดินตามทางของผู้ลงมือกระทำต่อคนอื่น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ