เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TISCO ชี้โลกเผชิญภาวะ ‘แย่งเงินทุน’ ดันดอกเบี้ยสูงยาว
Finance TISCO ชี้โลกเผชิญภาวะ ‘แย่งเงินทุน’ ดันดอกเบี้ยสูงยาว
“โกเธอร์” มุ่งเชื่อมโยง Travel-Lifestyle รับเทรนด์ใหม่ ตั้งเป้ามูลค่าการจองพุ่ง 3.7 พันล.ในปี’70
Business “โกเธอร์” มุ่งเชื่อมโยง Travel-Lifestyle รับเทรนด์ใหม่ ตั้งเป้ามูลค่าการจองพุ่ง 3.7 พันล.ในปี’70
‘10 บิ๊กอสังหาฯ’ แข่งเดือด ชิงกำลังซื้อโค้งสุดท้ายไตรมาส 3 
Real Estate ‘10 บิ๊กอสังหาฯ’ แข่งเดือด ชิงกำลังซื้อโค้งสุดท้ายไตรมาส 3 
โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โปเอเชีย 2026 เชื่อมเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
SD โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โปเอเชีย 2026 เชื่อมเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
ตลท.จีบ 4 บริษัทใหญ่เข้าหุ้นไทย! LINE MAN Wongnai-CJ MORE-ThaiBev-รีทเซ็นทรัล
Finance ตลท.จีบ 4 บริษัทใหญ่เข้าหุ้นไทย! LINE MAN Wongnai-CJ MORE-ThaiBev-รีทเซ็นทรัล
‘ทีเส็บ’ ยกระดับ Platform เชื่อมเครือข่ายข้อมูลอุตฯ ไมซ์ 
Business ‘ทีเส็บ’ ยกระดับ Platform เชื่อมเครือข่ายข้อมูลอุตฯ ไมซ์ 
พระราชินี ทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติ Alice in Wonderland
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติ Alice in Wonderland
เปิดลิสต์รายชื่อ CEO บิ๊กเทคฯ ‘ทรัมป์’ หนีบร่วมโต๊ะดินเนอร์ ‘สี’
Tech เปิดลิสต์รายชื่อ CEO บิ๊กเทคฯ ‘ทรัมป์’ หนีบร่วมโต๊ะดินเนอร์ ‘สี’
BOI รับโจทย์หนุน 7 อุตฯ ดันเงินลงทุนเพิ่ม-ดีดจีดีพีโต 3%
Economic BOI รับโจทย์หนุน 7 อุตฯ ดันเงินลงทุนเพิ่ม-ดีดจีดีพีโต 3%
ทรู ดิจิทัล พาร์ค ส่งแคมเปญ “Hello, Connecting to New Possibilities” คว้าแชมป์ Best Property & Real Estate Influencer Campaign
Uncategorized ทรู ดิจิทัล พาร์ค ส่งแคมเปญ “Hello, Connecting to New Possibilities” คว้าแชมป์ Best Property & Real Estate Influencer Campaign
ดูทั้งหมด

ประวัติศาสตร์วินัยโรงเรียนไทย เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธงและไม้เรียว

11 พ.ค. 2565 | 12:39น.
เสวนา Book Summer Fest
เรื่อง : ปนัดดา ฤทธิมัต

“เป็นนักเรียนไทยจึงเจ็บปวด เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง และไม้เรียว”หนึ่งในหัวข้อเสวนาของสำนักพิมพ์มติชนในงาน SUMMER BOOK FEST 2022 เมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2565  กับการตีแผ่ประวัติศาสตร์ความบอบช้ำของนักเรียนไทย และปัญหาความรุนแรงในระบบการศึกษาไทยที่ไม่รู้จบ ตั้งแต่หลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475-2563 อันเป็นปีสำคัญที่เหล่านักเรียนได้ลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจที่กดขี่มาหลายทศวรรษ

ผ่านหนังสือเล่มใหม่ “เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง ไม้เรียว : ประวัติศาสตร์วินัยและการลงทัณฑ์ในโรงเรียนไทย” เขียนโดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ซึ่งได้มาร่วมพูดคุยบนเวที พร้อมด้วย วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ กล่าวถึงที่มาในการเขียนหนังสือ “เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง ไม้เรียว : ประวัติศาสตร์วินัยและการลงทัณฑ์ในโรงเรียนไทย” ว่า แรงบันดาลใจที่นำมาสู่การเขียนหนังสือเล่มนี้มี 2 ประเด็นใหญ่ คือ ทุกคนเติบโตมาในโรงเรียนล้วนได้รับทั้งความรู้ และประสบการณ์ “อิหยังวะ ?” ที่แตกต่างกันไปของพวกเรา

ใครที่อยู่ใกล้อำนาจคือเป็นลูกหลานของครูในโรงเรียน ก็จะมีความสัมพันธ์ทางอำนาจที่แตกต่างไปจากนักเรียนคนอื่น ๆ หรือเป็นนักเรียนชายขอบของอำนาจ ที่มักถูกอำนาจของครูและโรงเรียนนั้นกระทำมากกว่า และการลุกขึ้นสู้ของนักเรียนในปี 2563 ซึ่งมองว่าพลังนั้นเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

ระเบียบวินัยเชิงวัฒนธรรม

สำหรับไอเดียที่ภิญญพันธุ์ใช้ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ “ระเบียบวินัยฉบับวัฒนธรรม” เขาได้ยืมไอเดียมาจาก อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เขียนเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมขึ้นมา ซึ่งมีใจความว่า แม้เราจะเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมากี่ฉบับ ก็ถูกฉีกทิ้งและไม่ถูกเชื่อฟัง เช่นเดียวกัน

ระบบการศึกษาไทยทุกวันนี้แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะออกระเบียบออกคำสั่งว่านักเรียนสามารถไว้ผมยาวได้ แต่บางโรงเรียนก็กล้าที่จะขัดคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยอ้างว่าระเบียบทรงผมเป็นจารีตที่มีมานานแล้ว ดังนั้น ปัญหาสำคัญก็คือระเบียบวินัยเชิงวัฒนธรรมที่เข้ามาเป็นเกณฑ์การจัดการที่ให้ความชอบธรรมของครูและโรงเรียนควบคุมนักเรียน

ขณะเดียวกัน ครูไม่ได้ควบคุมนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังตามมาด้วยการลงโทษ อย่างเบาที่สุดก็ตักเตือนให้ไปตัดผม อย่างร้ายแรงที่สุดก็คือการใช้กรรไกรตัด แล้วตีนักเรียนซ้ำ ซึ่งหมายความว่านักเรียนคนหนึ่งถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบ ที่บางครั้งเราไม่ได้คิดว่าทรงผมเป็นปัญหาสำหรับเรา หรือคิดว่าผมไม่ยาวมากในสายตาเรา แต่ครูแต่ละคนก็มีวิจารณญาณต่างกันมากว่าแค่ไหนเรียกว่ายาว

ดังนั้น ทุกคนมีสิทธิที่จะนั่งเก้าอี้ดนตรีแห่งการลงทัณฑ์ของครูในโรงเรียนได้เสมอ นั่นหมายความว่าเป็นการปรามไม่ให้เด็กกล้า หรืออยู่ในกรงของการควบคุมทรงผม เช่นเดียวกันกับเครื่องแบบที่อาจจะห้ามไม่ให้เสื้อหลุดออกจากกางเกง

my body my choice

ภิญญพันธุ์กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการถูกจับจ้องบนเรือนร่างของเรา สมัยนี้สามารถพูดคุยกันรู้เรื่องแล้วว่า my body my choice เด็กสมัยนี้เข้าใจสิ่งนี้ แต่สมัยของตนนั้น ร่างกายไม่ใช่ของเรา ร่างกายเป็นของครูและโรงเรียน หมายความว่าเราถูกริบตัวตนของเราไปอยู่ในโรงงานที่เรียกว่าโรงเรียน คือโรงเรียนเปรียบเสมือนโรงงานผลิตเราออกมาให้ต้องเชื่อฟังรัฐ ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่การควบคุมทรงผม แต่เป็นการยึดกุมจิตใจ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อตนเอง

การลงทัณฑ์โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

อีกเรื่องหนึ่งที่มองว่าเป็นเรื่องใหญ่มากคือเรื่องของ space ประเทศไทยนักเรียนยังต้องเข้าแถวหน้าเสาธง นักเรียนต้องตากแดด ตากฝน และลมหนาว ซึ่งเท่ากับการรับเอาสิ่งที่ไม่เป็นผลดีมาให้กับนักเรียน และมักจะมีประโยคที่เราคุ้นเคยตอบกลับมาว่า “แค่นี้ยังทนไม่ได้แล้วจะไปทำอะไร” แต่ในขณะเดียวกันครูยืนอยู่ใต้ต้นไม้ หรือกำลังกางร่มอยู่ อีกทั้งหน้าเสาธงคือพื้นที่แห่งการประจาน ซึ่งหากมองไอเดียการลงทัณฑ์สมัยใหม่ การประจานเขาไม่ทำกันแล้ว ดังนั้น จึงเป็นการยืนยันว่าการลงทัณฑ์ของโรงเรียนไทยอยู่ในยุคก่อนสมัยใหม่ เป็นจารีตนครบาลฉบับโรงเรียน เช่นเดียวกับการเฆี่ยนตี

ฉะนั้นการลงทัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นสมัยใหม่ เวลาเราพูดว่าอยากจะพานักเรียนไทยไปเป็นพลเมืองโลก จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อครูยังไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชนเลย ดังนั้น นี่จึงเป็นปัญหามาก ๆ

ความสัมพันธ์ของการเมืองกับกฎระเบียบโรงเรียน

โรงเรียนเป็นแบบจำลองที่รัฐต้องการที่จะสร้างพลเมืองที่พึงประสงค์ หรือที่ตนเองอยากได้ ดังนั้น หากเราดูวิธีคิดหรือโครงสร้างทางการเมือง ซึ่งหลังแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประเทศไทยสลับรัฐประหารกับประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ภิญญพันธุ์พยายามจะใช้คำว่าเราอยู่ในสังคมเผด็จการครึ่งใบ เมื่ออุดมการณ์ของรัฐไม่จงรักภักดีต่อระบอบประชาธิปไตย สุดท้ายแล้วก็กลับมาเป็นเผด็จการอยู่ดี หรือสุดท้ายแล้วประชาธิปไตยไม่มีวันชนะ คำถามคือคิดว่าครูและโรงเรียนจะอยู่ฝั่งแพ้หรือชนะ

ก่อน พ.ศ. 2475 การเฆี่ยนตีเด็กเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาการเฆี่ยนตีจะหมดไป พระยาสุรศักดิ์มนตรีซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการในสมัยคณะราษฎร เขียนกลอนที่พูดถึงการใช้ไม้เรียวว่าเป็นวิธีที่สิ้นคิด หมายความว่า พ.ศ. 2475 เริ่มมีการพูดถึงว่าควรจะเลิกใช้ความรุนแรงในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศการเมืองที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคนั้นคณะราษฎรมีความใกล้ชิดกับญี่ปุ่น และนำนโยบายของญี่ปุ่นมาใช้ รวมถึงการให้นักเรียนชายตัดผมเกรียน และการเข้าแถวหน้าเสาธง

“หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนบัตรเชิญให้พวกเราลุกขึ้นมาเปลี่ยนการศึกษาเพื่อลูกหลานของเรา เพื่ออนาคตของพวกเราเอง” ภิญญพันธุ์กล่าว