สำนักพิมพ์มติชน เปิดเวทีถก ‘นเรศวร’ การเมืองเบื้องหลังประวัติศาสตร์ไทย
สำนักพิมพ์มติชนร่วมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ เรื่องราวของ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่ปรากฏในวัฒนธรรมสมัยนิยม เช่น ภาพยนตร์ สื่อบันเทิง และตำราเรียน เพื่อให้ผู้ฟังได้เท่าทันถึงการเมืองของการเขียนประวัติศาสตร์และกลไกในการผลิตซ้ำเรื่องเล่า
ผศ.ดร.ตามไท ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กระแสความนิยมเรื่องพระนเรศวรในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากละคร-ซีรีส์ที่เผยแพร่เรื่องราวของพระนเรศวร ซึ่งสร้างทั้งความบันเทิงและความกระอักกระอ่วน เนื่องจากถ่ายทอดด้วยรูปแบบการนำเสนอที่แปลกใหม่ จากมุมของนักประวัติศาสตร์
สิ่งสำคัญคือการศึกษา “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” อันเป็นการศึกษาวิธีการเล่า ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์มีความหมายและนัยมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริง รูปแบบการเขียนเป็นตัวกำหนดความหมายที่ต้องการสื่อ โดยวิธีที่โดดเด่นที่สุดคือการวางโครงเรื่อง (Emplotment)
งานประพันธ์ต่างจากประวัติศาสตร์ตรงที่ประวัติศาสตร์ประกอบขึ้นจากข้อเท็จจริงและมีความถูกผิดในระดับหนึ่ง
สำหรับสื่อสมัยนิยม โครงเรื่องที่มักใช้คือวีรบุรุษกู้ชาติ ทำให้พระนเรศวรกลายเป็นจุดกำเนิดของแนวคิดเรื่องเอกราชในประเทศไทยและเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติ จนเริ่มมีความศักดิ์สิทธิ์ ขยายไปสู่พิธีกรรม กลายเป็นเทพที่มีรัศมีและบารมี
ด้วยเหตุนี้ ประเด็น Boy’s Love หรือความสัมพันธ์รูปแบบอื่นในมิติความเป็นมนุษย์จึงอาจสร้างความกระอักกระอ่วนในสังคมได้ ดังที่กล่าวไปข้างต้น

ขณะที่ วริศรา ตั้งค้าวานิช อาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มรพส. เปิดเผยว่า เรื่องราวของพระนเรศวรที่วนเวียนอยู่ในเมืองพิษณุโลกนั้น ถ่ายทอดผ่านกระบวนการสร้างในพื้นที่ โดยในช่วงปี 2493 กองบัญชาการที่ 3 ได้มาตั้งกองและริเริ่มสร้างศาลพระนเรศวร กระทั่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสร็จมาทรงเปิดด้วยพระองค์เอง
วริศราตั้งข้อสังเกตถึงการปะทะกันระหว่างเรื่องเล่าระดับท้องถิ่นกับระดับชาติ โดยมองว่าพิษณุโลกมีความก้ำกึ่งทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ เคยเป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือแต่มีความเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา เอนเอียงมาทางภาคกลาง เรื่องของพระนเรศวรจึงรับแนวราชาชาตินิยมมาอย่างเต็มที่
ที่น่าสนใจคืองานวิจัยพบว่า คนไทยรู้จักพระนเรศวรผ่านสื่อบันเทิงมากกว่าจากหน้าหนังสือประวัติศาสตร์
วริศรายังตั้งคำถามว่า เมื่อคนยุคต่อมาต้องการเรื่องเล่าแบบอื่นหรือการตีความแบบใหม่ จะเกิดอะไรขึ้น และสังคมจะเปิดกว้างเพียงใด โดยยกตัวอย่างอโยธยาเอยาวดี ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากภาพวาดของ Amulin ที่ไม่ใช่การเล่าประวัติศาสตร์แบบทั่วไป แต่ใส่อารมณ์และความรู้สึกเข้าไปในแบบที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักไม่เคยทำ
เช่นเดียวกับซีรีส์ หงสา ทางช่องวัน ที่เปลี่ยนมุมมองให้ “ฝ่ายตรงข้าม” มีความเป็นมนุษย์ เป็นการตีความใหม่ที่ตั้งคำถามถึงความรู้สึกของแต่ละฝ่าย แทนที่จะดำเนินเรื่องในแนวราชาชาตินิยมแบบเดิม
เมื่อสังคมเปิดกว้างขึ้นก็มักมีสิ่งใหม่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม สติ๊กเกอร์ไลน์ เฟรมการ์ด ตลอดจนสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ วริศราตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า อะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างจินตนาการ กับเรื่องที่อ้างว่าเป็นความจริงแต่ไม่รู้ว่าเติมแต่งไปมากเพียงใด
พร้อมมองว่า เรื่องเล่าแบบเดิมอาจไม่ดึงดูดคนรุ่นใหม่อีกต่อไปแล้ว เพราะประวัติศาสตร์ไม่สามารถผูกขาดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และหากสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงซีรีส์แบบเกาหลี-จีน ก็น่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

ด้าน ปิยะวัฒน์ สีแตงสุก วิทยากรและบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์มติชน เล่าว่า งานชิ้นนี้มาจากปริญญานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยสนใจศึกษาความเปลี่ยนแปลงในแต่ละบริบทและช่วงเวลา
นเรศวรนิพนธ์ ไม่ได้มุ่งหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระนเรศวร แต่ศึกษาในขอบเขตไม่ถึง 100 ปีจากปัจจุบัน เพื่อตอบว่าเรื่องเล่าแต่ละชิ้นถูกประกอบสร้างขึ้นในช่วงเวลาใด เพื่อวัตถุประสงค์ใด และเมื่อสร้างขึ้นแล้วส่งผลต่อสังคมอย่างไร
ปิยะวัฒน์วิเคราะห์ว่า พระนเรศวรถูกสร้างภาพให้เป็นตัวแทนของกษัตริย์ในอุดมคติ โดยยกตัวอย่างยุทธหัตถีเป็นกรณีศึกษา พร้อมชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงบริบททางการเมือง โดยภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ฉายต่อเนื่องหลังรัฐประหารปี 2550-2557 ได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเข้มข้น

ปิยะวัฒน์ทิ้งท้ายด้วยการชี้ให้เห็นช่องว่างทางวิชาการที่ยังรอการศึกษา และมองว่าปรากฏการณ์อโยธยาเอยาวดี น่าจับตา เพราะสะท้อนให้เห็นว่าการตีความประวัติศาสตร์สามารถเปลี่ยนรูปแบบไปได้มากเพียงใด
พร้อมย้ำว่า ประวัติศาสตร์ต้องเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความใหม่อยู่เสมอ มิฉะนั้นอาจตายไปตามยุคสมัย
