ตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน ได้แจ้งเปลี่ยนเกณฑ์การตรวจกลุ่มผลไม้สดทั้งหมด ทุกประเทศที่นำเข้า ตามมาตรฐาน GB 2760-2024 มีผลทำให้ “ลำไย” ของไทยที่ส่งไปจีน จากถูกตรวจเฉพาะ “เนื้อลำไย” ต้องมีปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซค์ (SO2) หรือกำมะถัน ตกค้างสูงสุดไม่เกิน 50 ppm แต่กฎระเบียบใหม่ต้องถูกตรวจทั้งผล ทั้งเปลือกและเนื้อนำมาปั่นรวมกัน ต้องมีปริมาณสารซัลเฟอร์สูงสุดไม่เกิน 50 ppm
โดยหลักเกณฑ์นี้ จีนได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2566 แต่เพิ่งมีหนังสือแจ้งมาถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 และมีการสุ่มตรวจอย่างเข้มงวดโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ทำให้มีตู้ลำไยไทยถูกตีกลับเดือนสิงหาคม 2568 ประมาณ 20 ตู้
สร้างความวิตกให้ผู้ประกอบการและชาวสวนลำไยภาคตะวันออกที่เริ่มเข้าสู่ลำไยนอกฤดู ช่วงเดือน ส.ค. 68-เม.ย. 69 โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ย.-ม.ค. 69 ที่ปริมาณลำไยจะออกจำนวนมากถึง 300,000 ตัน
การบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของจีน ทำให้“ล้ง” ซึ่งเป็นผู้อบสารซัลเฟอร์ตั้งตัวกันไม่ทัน ล้งจึงได้ผนึกกับชาวสวน ยื่นเรื่องให้รัฐบาลไทยเร่งไปเจรจากับทางการจีน โดยคาดว่าจะมีการเจรจาระดับผู้นำรัฐบาลกลาง เดือนกันยายน 2568 เพื่อขอต่อรองผ่อนปรนใช้เงื่อนไขตามพิธีสารเดิมปี 2547 ที่ตรวจเฉพาะเนื้อไม่เกิน 50 ppm ไปก่อน พร้อมเปิดโอกาสให้ล้งปรับตัวตามเกณฑ์ใหม่ ยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า

จีนเข้มความปลอดภัย
นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) ให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า 2-3 ปีมานี้ จีนยกระดับการปนเปื้อนอาหารเข้าสู่ มาตรฐานแห่งชาติด้านความปลอดภัยอาหาร GB 5009.34-2022 และ GB 2760-2024 ซึ่งได้ประกาศเมื่อปี 2566 แต่เพิ่งมาใช้บังคับเข้มงวด ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2568 และมีหนังสือแจ้งมาไทย วันที่ 18 สิงหาคม 2568 มีการตรวจอย่างเข้มงวดทั้งสารเคมีตกค้าง ศัตรูพืช และสารเคมีปนเปื้อนสารโลหะหนัก (สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์อยู่ในนี้ด้วย) และสุ่มตรวจทั้งผล คือ เนื้อและเปลือกปั่นรวมกัน ปริมาณตกค้างของซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูงสุดไม่เกิน 50 ppm จากเดิมมีการตรวจเฉพาะเนื้อ ไม่เกิน 50 ppm
“การตรวจทั้งเปลือกและเนื้อรวมกัน ค่า ppm ต้องเกินปริมาณสูงสุดที่กำหนดไว้อยู่แล้ว การตรวจต้องแยกตรวจเปลือกและเนื้อออกจากกัน หากมีการเจรจาผ่อนปรนขอใช้พิธีสารเดิมตรวจเฉพาะเนื้อได้ ผู้ประกอบการส่งออกไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นยืนยันค่าซัลเฟอร์ในเนื้อลำไยต้องได้มาตรฐานทั้งตู้ และควรเตรียมการปรับตัวยกระดับตามมาตรฐานใหม่ของจีน ซึ่งต้องมีกระบวนการพัฒนาปรับปรุงการอบซัลเฟอร์ และการควบคุมล้ง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐต้องมีงานวิจัยทดลองรองรับ เช่น ปริมาณค่าซัลเฟอร์ที่ควรใช้ หรือการใช้สารทดแทน และถ้าไม่ใช้เลยจะมีผลอย่างไร” นายมณฑลกล่าว
แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมลำไยจันทบุรีส่งออก 95% แบ่งเป็นส่งออกไปจีน 80% ส่งออกประเทศอื่น 20% ตลาดจีนเป็นตลาดสำคัญ ปัญหาการอบซัลเฟอร์มีความจำเป็น ถ้าไม่อบเลย อายุลำไยจะอยู่ได้เพียง 3 วัน ต้องขนส่งไปทางบกเท่านั้น และขายให้หมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ที่เป็นไปได้คือ อบสารซัลเฟอร์แบบเข้มข้น บรรจุอุณหภูมิ 2 องศาเซียลเชียส ถึงตลาดปลายทางหัวเมืองจีน เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว หางโจว ฉงชิ่ง ซีอาน ใช้ระยะเวลาเดินทาง 5-7 วัน รวมเวลาที่ต้องกระจายไปในตลาด 20-28 วัน ถ้าไม่อบหรืออบแบบเจือจาง ลำไยจะเน่าเสีย ต้องเสียเงินทิ้งไปตู้ละ 1 ล้านบาทเศษ ดังนั้น จึงเห็นด้วยที่จะตรวจโดยแยกเนื้อ เปลือกออกจากกัน
ทดลองก๊าซ SO2 ดีกว่าผง
นายธานัท ปะสิ่งชอบ ผู้ประกอบการส่งออกลำไย อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้ทางล้งอยู่ระหว่างทำการทดลองใช้ก๊าซซัลเฟอร์จากระบบอัดถังควบคุมปริมาณก๊าซได้แม่นยำกว่าการเผาผงกำมะถันที่เป็นการอบแบบเดิม ปี 2567 ทดลองสำเร็จแล้ว ใช้ 6.3 กก. ค่าซัลเฟอร์ทั้งผล 300 ppm. และเฉพาะเนื้อ 47 ppm. ปีนี้ทดลองลดปริมาณสารซัลเฟอร์เหลือ 3 กก. ค่าซัลเฟอร์ทั้งผล 198 ppm และเนื้อ 14 ppm คิดว่ามีแนวทางที่เป็นไปได้ที่จะลดค่าซัลเฟอร์ทั้งผลตามมาตรฐานใหม่ของจีน แต่ต้องมีระยะเวลาทดลองให้ผลเสถียร ยังไม่สามารถทำได้ทันฤดูกาลนี้แน่นอน จึงขอยืนยันการตรวจตามพิธีสารเดิมก่อน

“ถ้ากรมวิชาการเกษตรมีข้อมูลกระบวนการอบ ปริมาณซัลเฟอร์ที่ใช้ ระยะเวลาการเป่าระบายอากาศหลังออกจากเตาอบ ก่อนบรรจุตู้จะทำให้ปริมาณสารซัลเฟอร์เจือจางลง หากมีมาตรการที่ได้ผลชัดเจนออกมาบังคับให้ล้งปฏิบัติแบบที่พบสารย้อมสี (BY2) ในทุเรียน น่าจะช่วยได้มาก เพราะปัจจุบันมีหลายล้งพยายามทดลองไม่ให้ค่าเกินมาตรฐาน หากล้งปรับเปลี่ยนใช้นวัตกรรมการอบใหม่ ๆ มาใช้ เชื่อว่าจะลดปริมาณซัลเฟอร์ทั้งเนื้อและเปลือกได้” นายธานัทกล่าว
จีนผวา SO2 เกินถูกลงโทษ
นายธานัทกล่าวต่อไปว่า ได้นำนวัตกรรมเตาอบสารซัลเฟอร์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาใช้ โดยใช้ก๊าซซัลเฟอร์ระบบอัดถังแทนผงซัลเฟอร์ที่ต้องเผาในเตาอบ ข้อดี คือ ควบคุมปริมาณก๊าซได้แม่นยำ และกระจายตัวได้ทั่วถึง ช่วยลดความเสี่ยงจากสารตกค้างในลำไย ดีกว่าการเผาผงกำมะถันที่อาจปล่อยก๊าซในปริมาณไม่สม่ำเสมอ และลดสารตกค้างในผลผลิตอยู่ในระดับที่ไม่เกินค่าที่กำหนด ช่วยให้ผลไม้มีความปลอดภัย ในขณะที่การเผาผงกำมะถันอาจทำให้ควบคุมสารตกค้างได้ยากกว่า รวมทั้งกระบวนการอบสะอาด ลดกลิ่น ควัน และปลอดภัยจากความร้อน
“การเผาผงกำมะถันทำให้เกิดกลิ่นและควัน อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีความเสี่ยงจากการเผาไหม้ที่อาจควบคุมได้ยาก ปริมาณก๊าซที่ปล่อยออกมาอาจไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผลลัพธ์ของการรมไม่แน่นอน ทั้งนี้ ได้เปิดโรงงานอบด้วยสารซัลเฟอร์ให้ล้งอื่น ๆ เข้าไปศึกษาเพื่อนำไปใช้ ตอนนี้การนำสินค้าไปขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตจีน มีการตรวจเข้มข้น ไม่ให้มีสารตกค้าง มีการสุ่มตรวจ หากตรวจพบมีกฎหมายลงโทษหนัก ไทยต้องปรับตัวทำให้อาหารปลอดภัยและคุณภาพดี สารตกค้างไม่ให้เกินมาตรฐาน คาดว่าตลาดจะดีขึ้นช่วงปีใหม่ และเทศกาลตรุษจีน”
เร่งเจรจาจีนกลาง ก.ย. 68
นางเกษสิริ ฉันทพิริยะพูน ผอ.กลุ่มวิชาการ สวพ.6 เปิดเผยว่า ปัจจุบันสารซัลเฟอร์ที่ใช้อบลำไยเป็นสารที่รักษาคุณภาพได้ดีที่สุด ยังไม่มีสารตัวอื่นมาทดแทน ที่ผ่านมามีการอบสารซัลเฟอร์ในเนื้อลำไยเกิน 50 ppm หากปั่นรวมทั้งผลค่าสูงถึง 200-300 ppm ปี 2567 มีล้งถูกระงับ 10 ล้ง 11 ตู้ ทั้งสารพิษตกค้าง เพลี้ยแป้ง โดยเจอสารซัลเฟอร์ 96 ppm และสูงสุด 274 ppm การตรวจทั้งเนื้อและเปลือกให้สารซัลเฟอร์ไม่เกิน 50 ppm เป็นเรื่องยาก จากที่มีการใช้มาตรการตามกฎหมายของจีนอย่างกะทันหัน ตรวจทุกด่านโดยการสุ่มตรวจ จึงมีตู้ถูกระงับตีกลับมา ดังนั้นการเจรจาตามพิธีสารต้องควบคุมให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด และควรขออะลุ้มอล่วยตามพิธีสารเดิมไปก่อน เพราะผลการทดลองยังไม่สำเร็จ ปรับตัวไม่ทัน
แหล่งข่าวจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 (สวพ.6) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปี 2567-2568 มีการแจ้งเตือนค่อนข้างสูงหลังจากมีประกาศใช้มาตรฐาน GB 5009.34-2022 และ GB 2760-2024 และปี 2568 เข้มข้นการตรวจทั้งเนื้อและเปลือก กำหนดค่าปริมาณซัลเฟอร์ไม่เกิน 50 ppm และเข้มงวดผู้ประกอบการที่นำไปจำหน่ายในห้างซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับลดสารซัลเฟอร์ในการอบ สวพ.6 ได้ทดลองลดปริมาณสารซัลเฟอร์การอบ 2.2 กก. อบ 400 ตะกร้า ปริมาณซัลเฟอร์ทั้งเนื้อและเปลือก 300 ppm เปลือก 1,000 ppm เนื้อไม่เกิน 10 ppm
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การสุ่มตรวจสารตกค้างในลำไยของจีนที่อาจมีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มมาตรการ กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมอยู่อย่างต่อเนื่อง และวางแผนแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
ซึ่งมีการบูรณาการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาคุณภาพลำไยตามมาตรการส่งออกสินค้า เพื่อหาแนวทางการผลิตและรักษาคุณภาพลำไยใหม่ ๆ ที่ส่งผลดีต่อเกษตรกร และผู้ประกอบการส่งออกลำไยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด