Skip to content

‘อ.เมย์’ จากนักวิจัยสู่แม่ค้า ปั้น ‘ขะจาว’ ลุยตลาดสัตว์เลี้ยง USA

06 พ.ย. 2568 | 14:29น.
‘อ.เมย์’ จากนักวิจัยสู่แม่ค้า ปั้น ‘ขะจาว’ ลุยตลาดสัตว์เลี้ยง USA

ผลิตภัณฑ์มากมายที่บรรจุในกล่องสวยงามวางขายในท้องตลาด หลายผลิตภัณฑ์กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังเช่น “สเปรย์นาโนขะจาว” หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากงานวิจัยสมุนไพรของไทย “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หทัยชนก ปันดิษฐ์” หรืออาจารย์เมย์ ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์-นักวิจัย ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและทำวิจัย ตั้งเป้าผลักดันแบรนด์ PHYTO CARE เจาะตลาดอเมริกา ภายในปี 2570

ไอเดียขะจาวห้อยคอสุนัข

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หทัยชนก เล่าว่า Story “สเปรย์นาโนขะจาว” เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว หลังจากได้รับฟังข้อมูลจากนักศึกษาทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ปี 2 บอกว่า ที่บ้านที่จังหวัดลำปาง จะลอกเปลือกของต้นขะจาวมาห้อยคอสุนัข เพื่อรักษาโรคเรื้อน ซึ่งเขาเห็นด้วยตาว่าสามารถรักษาได้จริง และเพื่อความแน่ใจจึงไปดูในงานตีพิมพ์ต่าง ๆ ไปสำรวจผลิตภัณฑ์ในตลาดยังไม่ปรากฏว่ามีผลิตภัณฑ์ใดที่ทำหรือมีส่วนผสมจากขะจาว จึงตัดสินใจทำโครงการนี้

โดยมีนักศึกษาทุน พสวท. เป็นผู้ร่วมช่วยในงานวิจัยด้วย ขณะที่ในปัจจุบันตลาดสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าสูงมาก ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงตอบโจทย์ตลาดนี้

ด้วยสมมุติฐาน คิดว่าในเปลือกของต้นขะจาวมีสารออกฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหยบางอย่างที่ซึมเข้าทั่วร่างกาย แต่พอเริ่มทำโปรเจ็กต์จริงจัง ได้สกัดตัวทำละลายหลายชนิด ปรากฏว่าสารที่สกัดออกมาไม่ใช่น้ำมันหอมระเหย แต่เป็นสารที่ละลายในไขมันได้ง่าย สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้เลย จึงทดลองลงแล็บจริงจัง ลงลึกระดับเซลล์เพื่อทดสอบฤทธิ์ ปรากฏว่าใช้สารสกัดเพียง 0.1% มีประสิทธิภาพสูง

การวิจัยมาถึงขั้นตอนที่รู้ว่า “ขะจาว” ออกฤทธิ์อะไร จากนั้นเป็นการลงลึกศึกษากลไกการออกฤทธิ์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เซลล์หลายชนิด ต้องใช้โปรตีนหลายตัว ซึ่งขั้นตอนการศึกษากลไกการออกฤทธิ์เป็นการวิจัยเชิงลึกที่ต้องใช้เงินทุนมากกว่า 1 ล้านบาท และด้วยช่วงเวลานั้นไม่พร้อมด้านเงินทุน แต่มีความโชคดีที่ได้รับโอกาสจาก Professor ที่สอนอยู่ ณ Seoul National University (SNU) ประเทศเกาหลีใต้ ให้นำงานวิจัย “ขะจาว” ไปศึกษาในแล็บของ Professor ที่ SNU

ผลการวิจัยการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของขะจาว พบว่า รักษาได้ดีทั้งผิวหนังของสุนัขและคน สามารถรักษาแผล กระตุ้นแผลให้ปิดเร็วมาก ซึ่งฤทธิ์ของสารจากขะจาวจะไปกระตุ้นโปรตีนที่ทำให้เกิดการรักษาแผลได้หลายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ดี สามารถยับยั้งการอักเสบได้รวดเร็วมาก มีการทดสอบในเซลล์มาแล้ว โดยนำไปทดสอบในสุนัขและแมวมากกว่า 200 ตัว พบว่าไม่เคยมีความเป็นพิษใด ๆ เกิดขึ้น

7 ปีของการทำวิจัย ระหว่างทางเป็นความยากทุกขั้นตอน เนื่องจากสารออกฤทธิ์ค่อนข้างสลายตัวเร็ว ในช่วงเวลาของการทดสอบในห้องแล็บ ต้องเตรียมสารทุก ๆ 5 นาทีในการทดสอบ ทั้งการวิเคราะห์ปริมาณ หรือทดสอบฤทธิ์ ต้องใช้สารใหม่ทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างเปลือง ขณะที่การทดสอบระดับเซลล์กับสัตว์ ได้ติดต่อมูลนิธิเกี่ยวกับสัตว์ ความยากอยู่ที่สัตว์จับยาก ทดสอบยาก จะเหนื่อยในการที่จะควบคุมการทดสอบ

ปั้นแบรนด์ PHYTO CARE

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หทัยชนกกล่าวต่อไปว่า หลังจากนั้นได้นำขะจาวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ในรูป “สเปรย์นาโนขะจาว” ภายใต้แบรนด์ PHYTO CARE โดยใช้บริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการ Spin-off จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิต และจัดจำหน่ายสมุนไพร สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร และวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ปัจจุบันมีการร่วมลงทุนโดยการแปลงมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน (IP Securitization) ให้แก่บริษัท อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จำกัด (เป็นบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ร่วมถือหุ้นภายในบริษัท

สำหรับผลิตภัณฑ์สเปรย์นาโนขะจาว แบรนด์ PHYTO CARE เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาอาการผิวหนังต่าง ๆ ในสัตว์เลี้ยง สเปรย์นี้ปราศจากสารเคมีรุนแรง ยาปฏิชีวนะ และแอลกอฮอล์ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

“การทำตลาดจะมุ่งออกงานอีเวนต์ ทำตลาดออนไลน์ ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ 1 ล้านบาท”

เมื่อเดือนเมษายน 2568 ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พาไปออกงานที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในงานแสดงสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวา (International Exhibition of Inventions Geneva) เป็นงานประกวดนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งเราได้เหรียญทองกลับมา

นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลพิเศษจาก KIPA (Korea Invention Promotion Association) เป็นองค์กรที่ส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศเกาหลีใต้ จากนั้นเดือนพฤษภาคม 2568 เข้าร่วมงาน Agri Plus Award 2025 จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จากผลงานผลิตภัณฑ์ PHYTO CARE ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีสเปรย์นาโนขะจาว

เจาะ Petco USA 1.2 พันสาขา

ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 STeP และ มช. พาไปออกงานที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา ในงานของบริษัทยาระดับโลก โดยเรานำผลิตภัณฑ์สเปรย์นาโนขะจาว แบรนด์ PHYTO CARE ไปจัดแสดงสินค้า ซึ่งมีหลายบริษัทสนใจ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดีลกับร้านสัตว์เลี้ยงยักษ์ใหญ่ ที่มีถึง 1,500 สาขาทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อวางจำหน่าย

แบรนด์ไฟโตแคร์ (PHYTO CARE) จะมุ่งไปตลาดต่างประเทศเป็นหลัก จะไปสหรัฐอเมริกาให้ได้ ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มูลค่าตลาด PET CARE (ไม่รวมอาหาร) ของสหรัฐอเมริกา มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าไม่ยาก เพราะสินค้าหลายตัวเขานำเข้ามาจากจีน ส่วนของเราเป็นงานวิจัย เมื่อมองในเชิงเปรียบเทียบ เรามีความได้เปรียบพอสมควร คาดว่าจะพร้อมเข้าตลาดสหรัฐอเมริกาได้ภายในปี 2570

ก้าวข้ามสู่นักธุรกิจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หทัยชนกบอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก กับการก้าวข้ามจากบทบาทอาจารย์และนักวิจัย สู่การเป็นนักธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนตั้งธงอยู่แล้ว เพราะเรียนอยู่ในสายที่ถูกบ่มเพาะมาเพื่อทำธุรกิจ จึงได้ซึมซับในการทำธุรกิจมาในช่วงการเรียนพฤกษเคมีที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นแซนด์วิชโปรแกรมกับสหรัฐอเมริกา โดยอาจารย์ที่เป็น Professor ที่สหรัฐก็มีธุรกิจของตัวเอง จึงบอกตัวเองว่าถ้าเรียนจบมาก็คงทำธุรกิจจากงานวิจัยของตัวเอง ซึ่งงานวิจัยทุกตัวที่ตัวเองทำ จะต้องนำออกสู่ตลาด ถ้าตัวไหนออกตลาดไม่ได้จะไม่ทำ

การรับบทบาททั้งอาจารย์ นักวิจัย และนักธุรกิจ จะต่างจากนักธุรกิจที่เป็นนักธุรกิจจริง ๆ ก็คือ เราจะทำธุรกิจด้วยความเข้าใจถ่องแท้ เพราะว่าเป็นสินค้าที่เราทำวิจัยเอง เรารู้ทุกซอกทุกมุมของผลิตภัณฑ์เรา รู้จุดอ่อนจุดแข็ง ไม่มีใครรู้เท่าเรา แต่ต้องหาประสบการณ์ในการเรียนรู้ เราเป็นนักธุรกิจที่อยู่ใน Basecamp24 ของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือมาตลอด กว่า 4 ปี เราถูกบ่มเพาะมานาน การทำทั้ง 3 บทบาท ตอนแรกยาก เหนื่อยมาก แต่กลับมาสู้ใหม่ตลอด

หมวก 2 ใบของเราคือ อาจารย์และนักวิจัย และหมวกอีกใบคือ นักธุรกิจ ด้วยความที่เป็นคนชอบฟัง อาจารย์หรือนักวิจัยที่จะเป็นนักธุรกิจได้ ต้องถอดหัวโขน ต้องวางทุกอย่างลง ไม่ว่าเราจะเคยยิ่งใหญ่ในรั้วมหาวิทยาลัยมาแค่ไหน เมื่อเข้าสู่โลกธุรกิจต้องวางตำแหน่งและอีโก้ลง ถ้าเราคิดว่าเราเป็นเด็กอยู่เสมอ เรากำลังไปสู่โลกใหม่ที่ไม่รู้อะไรเลย เราต้องการครูที่มาเทรน ดังนั้น เราต้องทิ้งทุกอย่างได้ และคนที่มาสอนเราเขาจะกลายเป็นครูเรา ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อย่ายึดติดกับตำแหน่ง