เมื่อสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในบ้าน ‘เบทาโกร’ ทุ่มทำแล็บพัฒนาคุณภาพอาหาร
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่ง จากแรงหนุนกระแส Pet Humanization สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้การแข่งขันไม่ใช่แค่ผลิต “อาหารเม็ด” อีกต่อไป แต่ขยับสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพ โภชนาการ และคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังถูกจับตาในฐานะฐานผลิตสำคัญของภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นทั้งด้านนวัตกรรม มาตรฐานการผลิต และการสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการไทย
ล่าสุด “นายสมชาญ ศุภปีติพร” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ฟาร์มนวัตกรรมเกษตรอุตสาหกรรม พร้อมเยี่ยมชม Innovation Center และโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง

มุมมองใหม่ “อาหารสัตว์เลี้ยง”
เบทาโกรเป็นบริษัทอาหารครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทั้งอาหารสัตว์เศรษฐกิจ ยาสัตว์ เทคโนโลยีด้านสัตว์ พันธุ์สัตว์ โรงงานแปรรูป ช่องทางจัดจำหน่าย และการส่งออก แต่เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน สัตว์เลี้ยงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสัตว์เฝ้าบ้านอีกต่อไป หากกลายเป็น “สมาชิกครอบครัว” ทำให้อาหารสัตว์เลี้ยงถูกยกระดับจากสินค้าจำเป็นไปสู่สินค้าคุณภาพชีวิต
“เจ้าของสัตว์เลี้ยงวันนี้อยากให้น้องหมาน้องแมวกินดีเหมือนที่ตัวเองกิน ความปลอดภัย คุณภาพ ความอร่อย และราคาที่เข้าถึงได้ จึงเป็นหัวใจของอาหารที่ดี”
เป้ารายได้แตะ 5 พันล้านปี ’71
ภาพรวมตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทยปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 43,400 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี คาดว่าปี 2569 จะขยับเป็น 49,000 ล้านบาท เติบโต 13% โดยอาหารเม็ดเป็นกลุ่มใหญ่สุด สัดส่วน 66% ตามด้วยอาหารเปียก 20% และขนมขบเคี้ยว 14% และอีกสัญญาณสำคัญ คือ โครงสร้างตลาดระหว่างสุนัขและแมวเริ่มเปลี่ยน โดยตลาดอาหารสุนัขอยู่ที่ 23,400 ล้านบาท หรือ 55% ขณะที่ตลาดอาหารแมวอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท หรือ 45% และมีแนวโน้มขยับใกล้กันมากขึ้นในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า
สำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยงของเบทาโกร ซึ่งเริ่มดำเนินการมากว่า 20 ปี แต่โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะนั้นเพิ่งเกิดขึ้นราว 8-9 ปีที่ผ่านมา Pet Business ปี 2568 มียอดขาย 2,660 ล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็นยอดขายในประเทศเติบโต 18% และส่งออกเติบโต 43% ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 3,300 ล้านบาท เติบโต 24% และวางเป้าหมายระยะกลางแตะ 5,600 ล้านบาทในปี 2571 หรือเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 โดยมีเป้าหมายรายได้แตะ 5,000 ล้านบาทในปี 2571 ผ่านการขยายตลาดในประเทศ การส่งออก และการเพิ่มน้ำหนักสินค้าพรีเมี่ยม

จาก OEM สู่เจ้าของแบรนด์
จุดเปลี่ยนสำคัญของเบทาโกร คือ การปรับโมเดลจากธุรกิจรับจ้างผลิต หรือ OEM ไปสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น ปัจจุบันสัดส่วนธุรกิจอยู่ที่ OEM ประมาณ 35% และแบรนด์ของบริษัทประมาณ 65% โดยบริษัทตั้งเป้าขยับสัดส่วนแบรนด์ของตัวเองขึ้นเป็นประมาณ 70% และ OEM 30% ภายในปี 2028
“ถ้าเราส่งออกไปแข่งในกลุ่ม Economy ระยะยาวแข่งไม่ได้ เราจึงต้องขยับไปสู่กลุ่มพรีเมี่ยม ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และซัพพลายเชนครบวงจรของเบทาโกรเป็นแต้มต่อ”
กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้เบทาโกรไม่ได้เลือกทิ้ง OEM ทันที แต่ใช้ OEM เป็นฐานเรียนรู้เทคโนโลยีจากพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็เร่งสร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มมูลค่าระยะยาว โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเบทาโกรเริ่มลงทุนสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง แบรนด์หลักที่บริษัทผลักดัน เช่น Perfecta, Cat Enjoy และ Dog Enjoy รวมถึงกลุ่ม Snack โดยในปีนี้ใช้งบฯ การตลาดและโปรโมชั่น 15-20% เพื่อสร้างการรับรู้และทดลองใช้สินค้า
Innovation Center วัดความอร่อย
หนึ่งในจุดต่างของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเบทาโกร คือ Innovation Center ที่ใช้ทดสอบความน่ากิน คุณภาพ และผลต่อสุขภาพของอาหารสัตว์เลี้ยง โดยศูนย์ดังกล่าวมีพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร แยกโซนสุนัขและแมว โดยมีสุนัข 31 ตัว ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์บีเกิลและพันธุ์เล็ก และแมว 40 ตัว ทั้งพันธุ์ไทย พันธุ์บริติช และเปอร์เซีย ซึ่งทุกตัวต้องผ่านการฝึกให้คุ้นเคยกับกาเปลี่ยนอาหาร เพื่อไม่ให้ผลการทดสอบเอนเอียงจากความเคยชิน
“การทดสอบอาหารสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เอาอาหารไปวางแล้วดูว่ากินหรือไม่กิน แต่ต้องมีโปรโตคอล มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพราะเราไม่สามารถถามหมาแมวได้ว่าอร่อยไหม”
การทดสอบหลักมีทั้งแบบ Two-Bowl Test วางอาหาร 2 ชามเพื่อเทียบความชอบ และ Monadic Test วางอาหาร 1 ชามเพื่อดูพฤติกรรมการยอมรับหรือปฏิเสธอาหาร โดยมาตรฐานที่บริษัทตั้งไว้ คือ ต้องมีอัตรายอมรับอาหารมากกว่า 95% หรือเสิร์ฟ 100 ครั้ง ต้องถูกปฏิเสธไม่เกิน 5 ครั้ง นอกจากความน่ากินเบทาโกรยังใช้ตัวชี้วัดสุขภาพสัตว์เลี้ยงหลังการกิน เช่น ลักษณะอุจจาระ กลิ่น ขนร่วง และคราบน้ำตาด้วย
ลงทุนผลิตอาหารรักษาโรค
ในพอร์ตสินค้าพรีเมี่ยม เบทาโกรยังให้ความสำคัญกับอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่ม Therapeutic หรืออาหารรักษาโรค ซึ่งจำหน่ายผ่านคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์ ซึ่งกลุ่มนี้มีความซับซ้อนสูง เพราะสารอาหารต้องแม่นยำมาก ไม่สามารถคลาดเคลื่อนได้
โดยบริษัทได้ต่อยอดความรู้จากการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ จนสามารถพัฒนาอาหารกลุ่มป้องกันการแพ้ เช่น Anallergenic และ Hypoallergenic ได้ สินค้ากลุ่มนี้ผ่านกระบวนการ Clinical Study กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และได้รับทะเบียนแล้ว โดยถือเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีผู้ผลิตได้
อีกกลุ่มที่บริษัทให้ความสำคัญคือ Perfecta ซึ่งวางตำแหน่งเป็นอาหารพรีเมี่ยมเกรด Holistic และ Human Grade ใช้ไก่สดและวัตถุดิบคุณภาพเดียวกับอาหารคน สะท้อนการยกระดับคุณภาพอาหารสัตว์เลี้ยงในตลาดไทย
ส่งออกสหรัฐหมุดหมายสำคัญ
ด้านตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันเบทาโกรส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเม็ดเป็นหลัก โดยตลาดสำคัญอยู่ในเอเชีย-แปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เกาหลี บรูไน ฮ่องกง มัลดีฟส์ เนปาล รวมถึงเริ่มขยายไปตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จุดสำคัญคือ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาบริษัทเริ่มส่งออกไปตลาดสหรัฐได้เป็นครั้งแรก ถือเป็น Critical Milestone ของธุรกิจ
“การเข้าไปตลาดสหรัฐได้ถือเป็นการยอมรับคุณภาพโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย”
ตลาดยังไปได้อีกไกล
ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก เพราะอัตราการใช้อาหารสัตว์เลี้ยงเชิงพาณิชย์ หรือ Penetration Rate ของไทยอยู่เพียง 40% เทียบกับตลาดพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐ ที่อยู่ระดับ 95% เมื่อรวมกับพฤติกรรมคนไทยที่รักสัตว์เลี้ยงสูง และแนวโน้มเจ้าของยอมจ่ายเพื่อคุณภาพมากขึ้น ทำให้เบทาโกรมองว่าตลาดนี้ยังเติบโตได้อีกระยะยาว
“ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีศักยภาพมาก โดยเฉพาะเมื่อเราขยับจากตลาดราคาต่ำไปสู่ตลาดพรีเมี่ยม”
สำหรับเบทาโกรธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงจึงไม่ใช่ธุรกิจเสริมของกลุ่มอาหารอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในธุรกิจอนาคตที่เชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์อาหาร ความเข้าใจผู้บริโภค และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง และในวันที่เจ้าของไม่ได้ถามแค่ว่า อาหารเม็ดไหนถูกกว่า แต่ถามว่าอาหารแบบไหนทำให้สัตว์เลี้ยงมีชีวิตที่ดีขึ้น เกมการแข่งขันของตลาดนี้จึงเพิ่งเริ่มต้นอย่างแท้จริง